<?xml version="1.0" encoding="utf-8" ?>
<rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom">
<channel>
<title>MashiroZamaのブログ</title>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/</link>
<atom:link href="https://rssblog.ameba.jp/mashirozama/rss20.xml" rel="self" type="application/rss+xml" />
<atom:link rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com" />
<description>welcome to my life ^^</description>
<language>ja</language>
<item>
<title>Long lost Nightingale</title>
<description>
<![CDATA[ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะ.....<br><br>เด็กสาวผมแดงนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่ในห้องนอนของตัวเอง รอบตัวของเธอเต็มไปด้วยข้าวของที่กระจัดกระจายออกจากกระเป๋านักเรียน ในห้วงความคิดของเธอมีแต่คำถามนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า<br><br>ที่ฉันทำมันผิดมากนักรึใง....<br>ฉันผิดใช่มั้ยที่มีเพื่อนสนิท...<br><br>เด็กสาวกำลังจมดิ่งกับความคิดของตัวเองลงไปเรื่อยๆ เธอรู้สึกได้ว่าตาของเธอเริ่มร้อนและมีน้ำใสๆใหลออกมา เธอจึงหันไปควานหาหูฟังกับเครื่องเล่นเพลงพกพามาแล้วเปิดเพลงกล่อม ก่อนจะหลับตาแล้วค่อยๆนึกถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา<br><br>ฉันชื่อนิชิกิโนะ มากิ เป็นลูกสาวของครอบครัวแพทย์ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาลโอฉะโนะมิสุซึ้งตั้งอยู่อีกฟากนึงของสถานีรถไฟ คั้งแต่ที่ฉันเข้าต่อม.ปลายที่โรงเรียนมัธยมปลายโอโตะโนะคิซากิ เป็นเวลาร่วม2เดือนกว่าๆที่ฉันมักใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเรียนโดยที่ไม่ได้สนใจกิจกรรมชมรมใดๆหรือแม้แต่จะหาเพื่อนซักคน ถ้าว่ากันตรงๆฉันเป็นคนที่เข้าหาคนอื่นไม่เป็นซะมากกว่า เวลาส่วนไหญ่ตอนช่วงพักของฉันในแต่ละวันที่มาโรงเรียนคือการนั่งอ่านหนังสือ เรียนเสร็จฉันก็ตรงดิ่งกลับบ้านเป็นประจำอย่างนี้ทุกๆวัน <br><br>จนกระทั่งวันที่ฉันไปเจอกับโฮโนกะจังที่มาชวนฉันเข้าชมรมสคูลไอดอล ที่แรกฉันปฎิเสธไปนั่นแหล่ะเพราะฉันไม่ไช่คนที่กล้าอะไรอยู่แล้ว ขนาดหาเพื่อนซักคนฉันยังทำไม่ได้แล้วให้ไปเป็นไอดอลน่ะเหรอ ไม่มีทาง <br><br>แต่ถึงอย่างนั้นโฮโนกะจังก็ยังดันทุรังขอร้องให้ช่วยแต่งเพลงให้ จนสุดท้ายไม่รู้ว่าจับพลัดผลูจนฉันเข้ามาอยู่ในชมรมนี้ได้อย่างไรเหมือนกัน และการที่ฉันเข้าร่วมชมรมสคูลไอดอลนี้ก็ทำให้ฉันพบกับคนๆนึง<br><br>"อ้ะ!! มากิจังนี่นา'....<br>'มากิจังจริงๆด้วย ไม่ได้เจอกันนานเลย เป็นยังใงมั่ง มากิจังโตขึ้นแล้วน่ารักขึ้นมากๆเลยล่ะ'...<br>'ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอมากิจังที่นี่ ขอบคุณมากๆนะ'....<br><br>โคโทริจัง...<br><br>คนที่ทักทายฉันคนแรกด้วยรอยยิ้มสดใสในวันที่ฉันไปยื่นใบสมัครเข้าชมรม คือเด็กสาวผมสีเทาอมน้ำตาล ผมของเธอยาวถึงกลางหลัง ด้านขวารวบมัดเป็นหาง เสียงที่แหลมเล็กและใบหน้าดูสดใสอยู่ตลอดเวลา ทำให้ฉันนึกถึงเด็กผู้หญิงคนนึงที่ฉันเคยเจอที่โรงพยาบาลของป๊ะป๊าเมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก เธอชื่อ มินามิ โคโทริ เป็นลูกสาวของผู้อำนวยการโรงเรียนโอโตะโนะคิซากิ เธอในตอนนั้นมีอาการผิดปกติที่ขาเธอจึงเป็นคนใข้ในความดูแลของหม่าม๊า แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เป็นเด็กที่ร่าเริงอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ฉันไปที่โรงพยาบาลจึงมักจะเจอโคโทริที่มารับการรักษาตลอด เรา2คนจึงเป็นเพื่อนเล่นและสนิทกันมาตั้งแต่นั้น ถ้าว่ากันตรงๆโคโทริคือเพื่อนสนิทคนแรกและคนเดียวของฉันเลยก็ว่าได้ จนกระทั่งช่วงม.ต้นที่ฉันทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนหนักขึ้น ฉันจึงไม่ได้ไปที่โรงพยาบาลบ่อยเท่าแต่ก่อน ประกอบกับโคโทริที่อาการดีขึ้นเรื่อยๆจนขาของเธอกลับมาปกติในที่สุด เรา2คนจึงไม่ได้เจอกันอีกเลย จนกระทั่งวันที่ฉันมาเข้าชมรมนี้ <br><br>"ดีใจที่ได้เจอกันอีกนะโคโทริจัง ฝากเนื้อฝากตัวด้วยล่ะ"...<br><br>ฉันยิ้มให้โคโทริและเธอก็ยิ้มตอบ รอยยิ้มนั้นสดใสมากจนฉันเองก็ใจเต้นแปลกๆไปพักนึง ท่ามกลางสมาชิกคนอื่นๆที่ทำหน้างงเล็กน้อย<br><br><br>ตั้งแต่ฉันเข้าร่วมชมรมสคูลไอดอลกิจวัตรประจำวันของฉันก็เปลี่ยนไป จากแต่ก่อนที่ฉันเอาแต่เรียนและกลับบ้าน ตอนนี้ทุกๆพักกลางวัน รินจังและฮานาโยะจังซึ่งเป็นสมาชิกปีหนึ่งเช่นเดียวกันมักจะมาชวนฉันไปนั่งกินข้าวด้วยกันบ่อยๆที่ห้องชมรม พวกเราคุยกันมากขึ้นและสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆและพวกเราก็มักจะกลับบ้านด้วยกันทุกๆวันหลังซ้อมเสร็จ ส่วนโคโทรินั้นด้วยความที่เธอต้องรับผิดชอบเรื่องการออกแบบชุดสำหรับการแสดงและมักจะอยู่กับกลุ่มของโฮโนกะจังและอุมิจังตลอดเราจึงไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยนัก แต่ถ้ามีเวลาโคโทริก็มักจะเข้ามาคุยเล่นและคอยดูแลฉันอยู่เสมอ เอาจริงๆถึงแม้สมาชิกในชมรมทุกคนจะค่อนข้างสนิทกันมากก็ตาม แต่คนที่ฉันอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่นและสบายใจที่สุดกลับเป็นโคโทริ อาจเป็นเพราะเรารู้จักกันมาก่อนฉันจึงสามารถเป็นตัวเองได้โดยไม่รู้สึกเกร็งเท่าไหร่ ในขณะที่ถ้าเป็นคนอื่นฉันจะยังมีความประหม่าและมักจะไม่ค่อยกล้าคุยเล่นด้วยจนดูเหมือนฉันเป็นคนที่เงียบๆนิ่งเสียมากกว่า<br><br>"นี่ๆมากิจัง เสร็จแล้วไปใหนต่อรึเปล่า?"...<br><br>เย็นวันหนึ่งหลังเสร็จจากการซ้อมและงานเอกสารชมรม สมาชิกส่วนไหญ่ทะยอยกลับกันไปหมดแล้ว ระหว่างที่ฉันกำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน โคโทริถามฉันด้วยเสียงแหลมใสที่มักได้ยินประจำ<br><br>"ไม่นี่ มีอะไรรึเปล่าโคโทริจัง"...<br>"คือว่า โคโทริจะชวนมากิจังไปช่วยเลือกอุปกรณ์ทำชุดสำหรับการแสดงในเพลงไหม่น่ะ ถ้าไม่ติดอะไรอยากให้ไปด้วยกันหน่อยได้มั้ย"...<br><br>เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่โคโทริชวนไปไหนด้วยกัน ครั้งสุดท้ายที่จำได้คือเมื่อครั้งที่ไปสวนน้ำด้วยกันตอนจบป.6 ฉันจึงตอบตกลงไปทันที <br><br>"เอาสิ"...<br>"เย้! ขอบคุณนะมากิจัง"... โคโทริท่าทางดีใจมากถึงได้ยิ้มกว้างขนาดนั้น<br><br>หลังจากทั้งคู่จัดการตัวเองและห้องชมรมเรียบร้อยจึงออกเดินทางไปยังอากิฮาบาระซึ่งเป็นย่านการค้าที่อยู่ในละแวกที่ไม่ใกลจากโรงเรียน ดูจากท่าทางและการเข้าออกแต่ละร้านของเธอแล้ว ฉันมั่นใจว่าโคโทริต้องมาที่นี่บ่อยจนชำนาญแล้วแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่าว่าดูโคโทริสนุกกับการซื้อของแปลกๆ เมื่อทั้งคู่ช่วยกันเลือกซื้อของที่ต้องการจนครบแล้วก็ได้เวลาค่ำ <br><br>"ขอบคุณมากๆนะมากิจังที่มาช่วยวันนี้ ปกติโคโทริคิดเองทำเองได้ตลอดแต่อิมเมจเพลงครั้งนี้นึกยังใงก็ไม่ออกซักที แห่ะๅๅ"...<br>โคโทริหัวเราะแห้งๆ ดูท่าทางเหนื่อยอยู่เหมือนกันแต่ยังฉีกยิ้มแป้นให้ฉัน<br><br>"ไม่เป็นไรซักหน่อย นานๆได้ออกมาเดินดูของแบบนี้บ้างก็ดีเหมือนกัน แต่ซื้อมาเยอะขนาดนั้นจะขนกลับคนเดียวไหวเหรอ"....<br>ฉันตอบกลับอย่างเขินๆพลางถามถึงถุงผ้าและอุปกรณ์กระสอบไหญ่ที่โคโทริลากอยู่ ดูหนักเอาเรื่อง<br><br>"ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้สบายมาก ปกติก็มาซื้อคนเดียวเยอะๆแบบนี้แหล่ะ"....<br><br>"อ่าว แล้วพวกโฮโนกะจังไม่ได้มาช่วยเหรอ"...<br>ฉันขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัยและอึ้งไปพร้อมๆกัน<br><br>"โฮโนกะจังต้องจัดการเรี่องเอกสารชมรมและงานที่บ้านบ่อยๆ ส่วนอุมิจังต้องแต่งเพลงและดูแลเรื่องโรงฝึกที่บ้านด้วย โคโทริอยู่ว่างๆและก็ชอบเรื่องเสื้อผ้าด้วยเลยรับหน้าที่นี้เองแหล่ะ"...<br>โคโทริตอบกลับเสียงใสพลางพยายามหอบของทุกอย่างใว้ด้วยกัน แต่ดูแล้วมันจะมากเกินไปหน่อยฉันจังฉวยถุงไหญ่บนสุด2-3ถุงมาถือใว้เอง<br><br>"ทีหลังก็บอกสิว่าจะมา ฉันจะมาช่วยด้วย"...<br>ฉันพูดเสียงดุๆ โคโทริจึงได้แต่หัวเราะแห่ะๆรับ ฉันจึงอาสาช่วยแบกของส่วนหนึ่งไปกับโคโทริจนถึงบ้าน<br><br>"ขอบคุณมากๆนะมากิจัง มาช่วยซื้อแล้วยังต้องมาช่วยขนของอีก แถมวันนี้ต้องกลับบ้านมืดแบบนี้เหนื่อยแย่เลย"...<br>โคโทริกล่าวขอบคุณเสียงอ่อนอย่างรู้สึกผิดระหว่างที่ฉันกำลังช่วยขนของเข้าบ้าน <br><br>"ไม่เป็นไรซะหน่อย ดีกว่าปล่อยให้เดินหอบมาคนเดียวหมดนี่ ส่วนเรื่องนั้นน่ะช่างเถอะเดี๋ยวฉันโทรไปบอกคุณวากิให้มารับที่นี่ละกัน"..<br>พอจัดแจงของเข้าที่เรียบร้อยไม่ทันที่ฉันจะยกหูโทรศัพท์เพื่อโทรตามให้พ่อบ้านมารับ โคโทริก็เดินมาข้างหลังในชุดผ้ากันเปื้อนสำหรับทำอาหารสีเหลืองสดใส <br><br>"จะกลับแล้วเหรอ วันนี้คุณแม่กลับดึกน่ะอยู่กินข้าวมื้อเย็นด้วยกันก่อนสิ ถือว่าเป็นการขอบคุณที่มาช่วยวันนี้ละกันนะ น้าาาา"<br>"ดะ..เดี๋ยวสิโคโทริจัง นี่ค่ำแล้วนะ วันนี้ฉันไม่ได้บอกที่บ้านด้วยว่าจะกลับดึกน่ะ"... <br>แม้ไม่ได้ตั้งใจปฎิเสธแต่เป็นการเผลอพูดออกไปตามสัญชาติญาน ถึงอย่างนั้นก็เห็นได้ชัดว่าโคโตริสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย เล่นเอาฉันถึงกับรู้สึกผิดขึ้นมาทันที<br><br>"ข..ขอโทษ"<br><br>เห็นสีหน้ารู้สึกผิดแบบนั้นฉันเองก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน จังหวะพอดีที่จู่ๆมือถือก็มีคนโทรเข้ามาพอดี<br><br>"ค่ะ..หม่าม๊า..อยู่บ้านโคโทริจังค่ะ..พอดีมาช่วยซื้อของนิดหน่อยเดี๋ยวซักพักจะกลับแล้วค่ะ...อ่อ มีไฟลท์ด่วนต้องบินไปชิคาโกทั้งคู่เลยเหรอคะ..ถ้าอย่างงั้น...อ่อโอเคค่ะ หลัง4ทุ่มใช่มั้ยคะ..งั้นให้คุณวากิมารับที่บ้านโคโทริจังเลยละกันค่ะ..ขอบคุณมากนะคะ...เดินทางปลอดภัยค่ะ"...<br><br>"ป๊ะป๊ากับหม่าม๊าต้องเดินทางไปสหรัฐคืนนี้ คุณวากิกำลังขับรถไปส่งที่สนามบินแต่ดูท่าจะอีกนานเพราะรถติดมากน่ะเลยบอกให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมารับ"...<br>ยังไม่ทันจะพูดจบดี สีหน้าของโคโทริก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจากที่หน้าเศร้ากลายมาเป็นยิ้มกว้าง<br><br>"แปลว่ามากิจังอยู่กินข้าวกับโคโทริได้แล้วสิ เย้!"<br><br>"โคโทริมีเรื่องอยากจะเล่าให้มากิจังฟังเยอะแยะเลยล่ะ"...<br>"ฉันเองก็มีเรื่องอยากเล่าให้โคโทริจังฟังเหมือนกัน"...<br><br>เราสองคนเข้าครัวช่วยกันทำอาหารง่ายๆอย่างแกงกะหรี่และไก่ทอด ถึงจะเป็นเมนูที่ชวนอ้วนไปหน่อยสำหรับมื้อค่ำแต่การที่ได้ทำอาหารด้วยกัน ได้นั่งกินข้าวด้วยกัน และได้นั่งคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาของเราทั้งคู่ทำให้มื้อเย็นวันนั้นฉันรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อมีความสุขเวลามันย่อมจะผ่านไปเร็วเสมอ <br><br>"โห..จะ5ทุ่มแล้ว ใวมาก"..<br>"โห..ดึกป่านนี้แล้วเหรอ อย่างงี้มากิจังก็ต้องกลับแล้วล่ะสิ"<br><br>โคโทริทำหน้าเหงาๆ ฉันพอเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นอย่างงนั้น เพราะคุณพ่อคุณแม่ของโคโทริต่างก็ทำงานดึกทั้งคู่จึงไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่กับโคโทริมากนัก ซึ่งเป็นสถาณการที่ไม่ต่างกับที่บ้านของฉันซักเท่าไหร่ แค่บ้านฉันยังพอมีคุณแม่บ้านและคุณพ่อบ้านอยู่บ้างจึงไม่รู้สึกว่าเหงาเท่าไหร่<br><br>"เอาน่า..เดี๋ยวฉันอยู่ด้วยจนกว่าคุณวากิจะมาละกัน"...<br><br>"อื้ม..ขอบคุณนะ นี่ๆมากิจังรู้มั้ย โคโทริดีใจมากๆนะที่เรากลับมาเจอกันอีกน่ะ จากนี้ไปโคโทริอยากจะอยู่กับมากิจังให้มากกว่านี้อีกจัง มากิจังห้ามหายไปไหนอีกนะ"...<br><br>"ฉันเองก็ดีใจนะที่เรากลับมาเจอกันอีก เราก็อยู่ด้วยกันอยู่แล้วนี่ ฉันคงไม่ได้ไปไหนแล้วล่ะ ต่อไปนี้ฝากเนื้อฝากตัวอีกครั้งละกันนะโคโทริจัง"...<br><br>เหมือนเป็นการให้สัญญาใจของเราสองคน เราไม่ได้พูดอะไรกันต่อเพียงแต่นั่งมองหน้าแล้วยิ้มให้กันเท่านั้น แต่ไม่รู้ทำไมรอยยิ้มของโคโทริถึงทำให้ฉันใจเต้นแรงได้แบบนี้<br><br>จนเกือบเที่ยงคืนกว่าคุณวากิถึงจะฝ่ารถติดมาถึงบ้านของโคโทริได้ เป็นเวลาเดียวกับที่คุณแม่ของโคโทริมาถึงที่บ้านพอดี หลังจากฟังคำขอบคุณพร้อมกล่าวลาแล้วฉันจึงเดินไปขึ้นรถ โคโทริที่เดินตามมาส่งจึงกล่าวทิ้งท้าย<br><br>"ขอบคุณสำหรับวันนี้มากนะมากิจัง ถึงบ้านแล้วบอกด้วยนะ ราตรีสวัสดิ์จ้ะ"..<br>"อื้ม ราตรีสวัสดิ์"...ฉันกล่าวลา แล้วรถก็แล่นออกไป<br><br>ไม่นานฉันก็ถึงบ้าน หลังจากฉันจัดแจงอาบน้ำเรียบร้อยจึงส่งเมลล์ไปหาโคโทริเพื่อบอกให้รู้ว่าถึงบ้านแล้ว แต่สงสัยเจ้าตัวจะหลับไปแล้วจึงไม่มีเมลล์ตอบกลับฉันจึงเอนตัวลงกับเตียง ทันทีที่หัวถึงหมอนฉันก็ผลอยหลับไปในทันที<br><br>หลังจากวันนั้น ทุกๆวันฉันกับโคโทริจะส่งเมลล์คุยกันบ่อยขึ้น เรามักเจอกันบ่อยขึ้น ใช้เวลาด้วยกันบ่อยขึ้น จนบางทีหลังๆมาฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มตัวติดกับโคโทริมากไปรึเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอกเพราะฉันกับโคโทริคือเพื่อนสนิทกัน เราสนิทกันมากขึ้นๆเรื่อยๆจนมักโดนสมาชิกในวงคนอื่นๆแซวอยู่บ่อยๆ<br><br>"เห-พักนี้มั้กกี้กับโคโทริตัวติดกันแปลกๆนะนิโก้ะ"....<br>"ดูสนิทสนมกันดีจริงๆเลยนะคะ"...<br>"โคโทริจางง..เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสนใจโฮโนกะเลยน้า"...<br>"สองคนนี้เหมือนคู่รักเลยน้า...หรือว่า"...<br><br>เดี๋ยวนะ ถึงจะสนิทกันก็จริงอยู่หรอกแต่ถ้าจะบอกว่าเหมือนคู่รักอะไรนั่นน่ะยังใงก็ไม่มีทาง ฉันเองไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องรักๆใคร่ๆอะไรพรรกนั้นอยู่แล้ว ส่วนโคโทริก็เอาแต่หัวเราะแห่ะๆทุกครั้งเวลาที่มีคนแซว ดูท่าทางไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยรึใงน่ะยัยนั่น<br><br>"โคโทริกับอุมิจังคบกันอยู่แหล่ะ"...<br>"จริงดิ..ยินดีด้วยนะ"...<br><br>นี่คือเรื่องที่โคโทริบอกฉันเป็นอย่างแรกในวันนั้นที่เรากินมื้อเย็นด้วยกัน ตอนได้ยินครั้งแรกยอมรับนะว่าช๊อคนิดหน่อย แต่ก็ไม่แปลกอะไรซะหน่อยที่สมัยนี้ผู้หญิง2คนจะคบกันในความสัมพันธ์ที่มากกว่าเพื่อนสนิท อีกอย่างก็นึกแอบดีใจอยู่เล็กๆนะที่โคโทริได้เจอคนดีๆที่พึ่งพาได้อย่างอุมิจัง เพราะงั้นฉันถึงสามารถเป็นเพื่อนกับโคโทริได้อย่างสบายใจ<br><br>"คู่รักอะไรกันเล่า!...ไม่เห็นจะเข้าใจเลย...แล้วนี่ไม่คิดจะแก้ตัวหน่อยรึใง!!!"<br>ฉันแว้ดไส่กลุ่มกองเชียร์และเจ้าตัวคนถูกแซว แต่นั่นก็ไม่ทำให้เสียงแซวหยุดลงง่ายๆ แถมยังหนักกว่าเดิมขึ้นอีก<br><br>"ว้ายๆ..มั้กกี้เขินไหญ่แล้ว"....<br>"เดี๋ยวสิจะรีบไปใหนคะคุณผู้ชาย"...<br>"วี้ดวิ้วว"...<br><br>"โว้ยย...ไม่รู้ด้วยแล้ว"...<br><br>ถึงอย่างนั้นเราสองคนก็ยังคงสนิทกันเหมือนเดิมและมักไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆทั้งหลังเลิกเรียนและวันหยุด พอมานึกๆดูแล้วหลังๆฉันไม่ค่อยได้ไปไหนกับพวกสมาชิกคนอื่นๆซักเท่าไหร่ ถึงทุกคนจะดูไม่หยี่ระอะไรแถมยังเป็นตัวแซวก็เถอะแต่ฉันเองก็อดคิดไม่ได้หรอกว่าฉันทิ้งพวกเขาแล้วมาอยู่กัน2คนแบบนี้มันคือสิ่งที่ควรทำแล้วจริงๆหรือเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอยากให้เวลาของฉันกับโคโทริแบบนี้คงอยู่ต่อไป<br><br>นี่…โคโทริจัง อยู่กับฉันบ่อยๆแบบนี้อุมิจังเขาจะไม่ว่าเอาเหรอ...<br>วันนึงฉันถามโคโทริในขณะที่เดินกลับบ้านด้วยกัน<br><br>อืมมม..อุมิจังเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่เขาก็แอบมีน้อยใจเล็กๆเหมือนกันน่ะแหล่ะว่าเดี๋ยวนี้โคโทริอยู่กับมากิจังบ่อย แต่อุมิจังเองก็ค่อนข้างเข้าใจนะว่าตัวอุมิจังเองก็งานเยอะและมากิก็เป็นเพื่อนสนิทของโคโทริ ฉะนั้นวางใจได้เลยจ้ะ...ว่าแต่มากิจังถามทำไมเหรอ<br><br>ถึงจะตอบมาอย่างมั่นใจและมีเหตุผลอย่างนั้นแต่ฉันเองก็ไม่อาจวางใจได้100%หรอก<br><br>เปล่าหรอก...ฉันแค่ไม่อยากให้ตัวฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอ2คนทะเลาะกันน่ะ เพราะการที่ฉันกับเธอสนัทกันในระดับนี้ยังใงมันก็ต้องมีคนสงสัยในความสัมพันธ์ของเราอยู่แล้ว และยิ่งเธอเองก็มีคนรักเป็นตัวเป็นตน ฉันเลยไม่อยากให้อะไรมันดูไม่ดีกับตัวเธอ ถ้าวันนึงเกิดเธอต้องมีปัญหากันเพราะฉันก็ขอให้บอกฉันได้นะ ฉันจะหาทางจัดการมันเองต่อให้ฉันต้องแยกกับเธออีกครั้งก็เถอะ<br><br>ฉันร่ายสิ่งที่คิดในใจออกมาโดยไม่รู้ตัว นั่นทำให้โคโทริทำหน้าอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะคล้องที่แขนฉันแล้วตอบออกมา<br><br>มากิจังคิดมากไปแล้วนะ..เธอไม่ต้องห่วงอะไรหรอก ถ้ามันจะเป็นปัญหามันก็คือปัญหาของโคโทริกับอุมิจังที่โคโทริจะต้องจัดการเอง มากิจังเป็นเพื่อนสนิทของโคโทริ ฉะนั้นมันต้องไม่มีปัญหาอะไรเพราะอุมิจังเขาก็เข้าใจว่าเรา2คนเป็นอะไรกัน และถึงมากิจังจะบอกว่าการที่มากิจังจะแยกตัวออกไปจะแก้ปัญหาได้นั่นโคโทริว่ามันไม่ใช่หรอก ต่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆยังใงโคโทริก็จะไม่ทิ้งมากิจังใว้หรอก ฉะนั้นทีหลังอย่าพูดอะไรเศร้าๆอย่างว่าจะแยกตัวออกไปอีกนะ.....<br><br>ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและแววตาที่จ้องเข้ามาในตาของฉัน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะน้ำตาใหล นี่คงเป็นครั้งแรกที่มีใครมาให้คำสัญญาแบบนี้ต่อหน้าฉัน ก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมแต่รู้สึกได้ว่าในอกฉันมันมีบางอย่างอัดแน่นขึ้นมาเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นและอ่อนโยนมากๆ <br><br>ขอบคุณนะโคโทริจัง ขอโทษนะที่พูดอะไรไม่คิดให้ดี ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ...<br>โคโทริไม่พูดอะไรตอบ เพียงแต่ยิ้มให้และสวมกอดฉันใว้อย่างอ่อนโยน จากนั้นเรา2คนก็เดินจับมือใว้แน่นตลอดทางกลับบ้าน<br><br>เหมือนตอนเด็กๆเลยเนอะ...<br>โคโทริหัวเราะคิกคักเหมือนเด็กๆพลางกุมมือฉันแน่น<br><br>เหมือนตรงใหนล่ะ ตอนนี้โตกว่าตั้งเยอะ...<br>ฉันบ่นมุบมิบเบาๆทั้งๆที่ยิ้มอยู่ <br><br>แต่ถึงฉันจะยิ้ม นั่นก็ไม่อาจเป็นรอยยิ้มที่ฉันสามารถยิ้มได้อย่างสุดใจเหมือนเช่นเคย<br><br><br>มากิจัง..มากิจัง..เป็นอะไรรึเปล่า ดูซึมๆไปนะ...<br>ฮานาโยะถามฉันด้วยความเป็นห่วงระหว่างที่พวกเรากำลังเดินไปชั้นดาดฟ้าของตึกซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเราใช้ซ้อมกันเป็นประจำ พักนี้ในหัวฉันคิดแต่เรื่องของโคโทริและอุมิบ่อยๆจนกลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ ผลที่ตามมาคืออาการง่วงซึมระหว่างวันที่เกิดขึ้นบ่อยๆ<br><br>พักนี้มากิจังดูไม่สดใสเลยเนี้ยว...มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่าเล่าให้รินฟังได้นะ...<br><br>ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก ขอบคุณนะ พักนี้มีเรื่องเครียดๆต้องคิดเยอะหน่อยน่ะเลยนอนไม่ค่อยพอ ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง...<br><br>ถึงทั้ง2คนจะเป็นห่วงยังใงฉันก็บอกไปไม่ได้หรอกว่าตอนนี้ฉันกำลังเจอกับอะไร ไม่ว่ายังใงก็บอกไม่ได้<br><br>เมื่อมาถึงดาดฟ้า สมาชิกทุกคนก็อยู่กันเกือบพร้อมหน้าขาดไปแต่โคโทริที่ไม่ได้มาโรงเรียนตั้งแต่เช้า เมื่อทุกคนเตรียมพร้อมก็เริ่มเข้าสู่การฝึกซ้อมประจำวันตามปกติ<br><br>มากิจัง..ขอคุยด้วยหน่อยสิ..<br>เอ๋!…<br>ทุกคนด้วยนะ..ฉันขอประชุมด่วนนิดนึง..มีเรื่องสำคัญที่พวกเราต้องคุยกัน...<br><br>คนที่เรียกฉันคือสมาชิกรุ่นพี่ชั้นปี3แห่งสภานักเรียน2คน อายาเสะ เอริและโทโจ โนโซมิ<br><br>หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าและเก็บของเสร็จเรียบร้อยฉันจึงเดินตามทั้ง2คนลงไปยังห้องเรียนว่างๆห้องหนึ่ง เมื่อพวกเราเข้ามาข้างในกันแล้ว โนโซมิจังก็ปิดประตูห้อง ทุกๆคนเข้ามานั่งล้อมวงกันด้วยสีหน้าที่ดูตึงเครียดกว่าปกติ นั่นทำให้ฉันรู้สึกเกร็งขึ้นมาทันที<br><br>เอาล่ะทุกคนมาพร้อมกันแล้วนะ..งั้นฉันขอเริ่มเลยละกัน..<br><br>มากิจัง..พักนี้เธอมีอะไรไม่สบายใจรึเปล่ากับการอยู่กับพวกเรา..<br>คำถามของเอริที่พุ่งเป้ามาที่ฉัน ทำให้ฉันรู้สึกตกใจและกังวลขึ้นมาอย่างมากจนรู้สึกได้ว่าเหมือนมีบางอย่างบีบรัดเข้าที่หน้าอก <br><br>ไม่มีนี่..ฉันก็ปกติของฉันอย่างงี้นะ..<br>ฉันตอบไปตามความจริง เพราะการอยู่ในชมรมไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดอะไรและไม่ได้มีปัญหากับใครด้วย<br><br>แน่ใจเหรอมากิจัง...พักนี้พวกเราสังเกตได้นะว่ามากิจังน่ะแปลกๆไปนะ...<br>โฮโนกะเสริมขึ้นมา สายตาของเธอจ้องเขม็งมาที่ฉันอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้รู้สึกกลัวอยู่เหมือนกัน<br><br>พักนี้มากิจังดูนิ่งเงียบกว่าปกตินะคะเวลาอยู่กับพวกเรา ฉันอยากรู้ค่ะว่ามากิจังมีเรื่องไม่สบายใจหรืออึดอัดใจเกี่ยวกับพวกเราหรือเปล่า ถ้ามีอะไรในใจก็บอกมาเถอะค่ะพวกเราจะได้รับรู้และหาทางช่วยกันนะคะ...<br>คราวนี้เป็นเสียงของอุมิที่แม้คำพูดจะดูเป็นห่วงเป็นใยแต่น้ำเสียงที่ดูเรียบเฉยนั่นก็ทำให้รู้สึกน่าขนลุก<br><br>เท่าที่ฉันสังเกตเธอมาตลอด เวลาเธออยู่กับทุกคนเธอจะนิ่งเงียบมากนะ ผิดกับเวลาที่เธออยู่กับโคโทริ เธอจะยิ้มและหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุดเลยล่ะ ก็เข้าใจนะว่าพวกเธอเคยสนิทกันมาก่อนเธอเลยคุ้นเคยกัน แต่พวกเราก็อยากให้เธอเปิดใจรับพวกเราบ้าง อยากให้เธอจูนเข้ามาหาเราบ้างเท่านั้นเอง ถ้าเธอมีอะไรไม่สบายใจหรืออึดอัดยังใงเธอบอกพวกเราได้นะมากิจัง ขอแค่เธอพูดออกมาเท่านั้นแหล่ะ...<br><br>โนโซมิพูดด้วยท่าทีที่อ่อนโยนพลางพยายามเข้ามาปลอบฉัน เหมือนเธอจะดูออกว่าตอนนี้ฉันกำลังกลัว<br><br>ฉันไม่ได้อึดอัดอะไรกับใคร ปกติฉันเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว...<br>ฉันพยายามเค้นคำพูดออกมาให้เป็นประโยคให้มากที่สุดเพราะตอนนี้ในหัวของฉันทุกๆอย่างกลายเป็นสีขาวโพลนไปหมด ไม่ว่าฉันจะพยายามคิดอะไรก็ไม่สามารถกลั่นกรองมันออกมาเป็นคำพูดได้ ฉันเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของฉันเริ่มสั่นเบาๆ<br><br>ใจเย็นๆนะมากิจัง ใจเย็นๆนะ...<br>เหมือนฮานาโยะจะดูออกจึงเข้ามาจับใหล่ฉันใว้แล้วปลอบ<br><br>ฉันไม่มีอะไรจะพูดแล้วทั้งนั้น..ขอตัวกลับก่อนล่ะ...<br>ฉันลุกเดินไปที่ประตูแต่ยังไม่ทันจะเอื้อมมือไปเปิดมันออก เสียงของเอริดังขึ้นจากด้านหลัง<br><br>ยังมีอีกเรื่องนึงนะมากิจัง...โคโทริน่ะเขามีคนรักเป็นตัวเป็นตนแล้ว ฉันอยากให้เธอระวังเรื่องการวางตัวระหว่างเธอ2คนใว้ด้วย ถึงจะเป็นเพื่อนสนิทกันแต่ก็ไม่ควรจะล้ำเส้นมากเกินไปล่ะ ฉันว่าเธอคงเข้าใจนะ...<br><br>แต่ยังไม่ทันที่เอริจะพูดจบดี ฉันก็วิ่งพาตัวเองหนีไปจากที่ตรงนั้นอย่างสุดกำลัง ในตอนนั้นทุกๆความคิดของฉันกลายเป็นสีขาวไปหมด ฉันไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังวิ่งไปทางใหนหรือกลับมาบ้านได้ยังใง <br><br>เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันขังตัวเองอยู่บนห้องโดยไม่ได้สนใจว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ใหนหรือข้าวของรอบตัวฉันจะกระจัดกระจายยังใง ในหัวฉันมีแต่ความคิดเดิมๆฟุ้งซ่านไปมา<br><br>ฉันทำอะไรผิด...<br>ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้...<br>ที่ฉันทำมันผิดมากนักรึใง....<br>ฉันผิดอะไรที่มีเพื่อนสนิท...<br>ฉันผิดอะไรที่ฉันมีความสุขเวลาที่อยู่กับเพื่อนสนิทของฉัน...<br>ฉันผิดมากใช่มั้ยที่ฉันอยากได้เพื่อนสนิทฉันคืน...<br>ฉันรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนสนิทของฉันมีใคร...<br>และฉันก็รู้ว่าเธอกับฉันนั้นเป็นได้แค่ใหน...<br><br>จากนั้นน้ำตาของฉันก็ค่อยๆใหลออกมาเรื่อยๆเหมือนน้ำที่ถูกกั้นใว้ในเขื่อน ฉันร้องให้อยู่อย่างนั้น ถึงจะเห็นว่าโคโทริส่งเมลล์มาหาแต่ฉันก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะตอบกลับได้ ฉันนอนร้องให้อยู่อย่างนั้นจนเผลอหลับไปในที่สุด<br><br>รู้สึกตัวอีกทีก็คือเช้าของอีกวัน <br>พอจะหยิบมือถือมาดูเวลาถึงได้รู้ว่าโคโทริเมลล์มาหานับ10ฉบับ และมีสายที่ไม่ได้รับทั้งจากหม่าม๊าและโคโทริรวมถึงฮานาโยะร่วม10สาย แต่ฉันก็ไม่คิดจะโทรกลับหาใครทั้งนั้น ฉันเหวี่ยงมือถือไปใว้ใกลๆตัวก่อนจะม้วนตัวขดอยู่ไต้ผ้านวมแล้วพยายามหลับต่อ จนกระทั่งคุณวากิมาเคาะประตู<br><br>ช่วงนี้หนูไม่ค่อยสบาย ขอลาพักดูอาการก่อนนะคะ...<br>ขอปะทานโทษครับคุณหนู แต่คุณมินามิเพื่อนของคุณหนูมาขอพบครับ...<br><br>โคโทริจังเหรอ...<br>จริงๆถึงตอนนีฉันไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้นก็เถอะ แต่อย่างน้อยถ้าเป็นโคโทริล่ะก็<br><br>ช่วยบอกให้เธอรอซักครู่นะคะ เดี๋ยวหนูลงไป...<br><br>หลังจากจัดแจงตัวเองให้อยู่ในสภาพพอดูได้ฉันจึงลงไปที่ห้องอาหารก็เจอโคโทริกำลังช่วยคุณแม่บ้านเตรียมอาหารเช้าอยู่ ทันทีที่เห็นเธอยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน ถึงฉันจะอยากโผเข้าไปกอดมากแค่ใหนแต่ฉันก็ได้แต่ยิ้มให้เท่านั้น<br><br>อรุณสวัสดิ์มากิจัง...ได้ข่าวว่าว่าไม่สบายเหรอ..เป็นอะไรรึเปล่าหน้าซีดตาแดงมากเลย..ไปหาหมอมั้ย...<br>เธอถามฉันด้วยท่าทางที่ดูเป็นห่วงพลางเอาหน้าผากมาแนบวัดใข้ <br><br>ฉันไม่เป็นไร...แค่นอนน้อยไปหน่อยนะ ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง...<br>ถึงจะไม่อยากโกหกดธอคนนี้เท่าไหร่ แต่ฉันก็พูดความจริงไปไม่ได้<br><br>งั้นกินมื้อเช้าก่อนนะแล้วไปพักผ่อน เดี๋ยวเรื่องที่โรงเรียนกับเรื่องชมรมโคโทริจัดการให้เองนะ...<br>ขอบคุณนะโคโทริจัง...<br><br>พอเรากินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยฉันจึงเดินไปส่งโคโทริที่หน้าประตูรั้ว ถึงใจจริงจะอยากให้อยู่ด้วยกันนานกว่านี้อีกหน่อยก็เถอะ<br><br>เดี๋ยววันนี้เลิกเรียนแล้วจะรีบมาเยี่ยมนะ ถ้าอยากได้อะไรเมลล์ไปบอกได้เลย วันนี้พักผ่อนเยอะๆล่ะจะได้หายใวๆ...<br><br>อื้ม ขอบคุณมากนะ...<br><br>เป็นอะไรรึเปล่ามากิจัง...สีหน้าดูไม่ดีเลย..ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนมั้ย... <br><br>ฉันยื่นมืออกไปจับแขนโคโทริจังโดยไม่รู้ตัว รู้สึกได้ว่าหัวตากำลังร้อนผ่าวเหมือนจะร้องให้<br><br>ไม่เป็นไรหรอกโคโทริจัง..รีบไปเถอะเดี๋ยวจะสายเอานะ...<br>ฉันรีบส่ายหน้าพลางทำฮึดไส่โคโทริ<br><br>งั้นฉันไปก่อนนะ...เดี๋ยวเจอกันตอนเย็นนะมากิจัง...<br>โคโทริกล่าวลาพลางเอามือมาลูบหัวฉันเบาๆ<br><br>ระวังตัวด้วยนะ...<br>ฉันยืนโบกมือแล้วยิ้มให้อ่อนๆพลางมองจนเธอเดินไปสุดถนน ก่อนจะรีบพาตัวเองขึ้นห้องแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่<br><br>ฉันขอโทษนะโคโทริจัง...<br>ฉันขอโทษที่ฉันต้องโกหกแบบนี้...<br>ฉันขอโทษ...<br><br>เด็กสาวผมแดงคนนั้นนอนร้องให้คนเดียวในห้องจนเธอสิ้นสติไปในที่สุด<br><br><br>========END=======<br><br>
]]>
</description>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/entry-12147561095.html</link>
<pubDate>Thu, 07 Apr 2016 01:40:34 +0900</pubDate>
</item>
<item>
<title>White Candlelight CH.3</title>
<description>
<![CDATA[ วันหยุดสุดสัปดาห์ผ่านไปใวเหมือนโกหก และแล้วสัปดาห์ไหม่ก็มาถึง<br><br>เช้าวันจันทร์ถัดมา ในขณะที่รันกำลังรอรถประจำทางที่ป้ายรถประจำทางที่ประจำของเขา เนื่องจากวันนี้เป็นวันเริ่มต้นสัปดาห์จึงทำให้การจราจรหนาแน่นเป็นพิเศษ และนั่นก็ทำให้รถประจำทางขาดช่วงจนต้องใช้เวลารอนานกว่าปกติ<br><br>“ออกใวกว่านี้ก็ดี มีเรียนรวมช่วงเช้าซะด้วย แบบนี้มีสายแน่ๆ” <br><br>รันโอดครวญ อันที่จริงเขาจะเผื่อเวลาออกจากบ้านได้อย่างพอดี แต่เนื่องจากเมื่อคืนเขาใช้เวลากับการเล่นเกมมากเกินไปหน่อย จึงทำให้วันนี้เขาตื่นสายกว่าที่ควรจะเป็น <br><br>ทันใดนั้นก้มีรถสปอร์ตคันหนึ่งชะลอตัวเข้ามายังบริเวณป้ายรถพร้อมกับกระจกฝั่งคนนั่งที่ค่อยๆลดลง<br><br>“รัน! ไปด้วยกันมั้ย?”<br><br>เด็กหนุ่มหันไปทางมองที่รถคันนั้น ใบหน้าเล็กๆของคนขับชะโงกมาทางฝั่งคนนั่งร้องเรียกเขาเสียงสดใส<br><br>“ไปดิ มาขนาดนี้ไม่น่าถามเลยนะ” รันยิ้มให้คนในรถพลางเดินไปเปิดประตูขึ้นไปนั่ง และรถก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปท่ามกลางสายตาของคนทั้งป้ายรถที่มองด้วยความตะลึง<br><br>“มาได้จังหวะพอดี รอรถมานานแล้วถ้าไม่ได้ฟรังนี่เราสายแน่ๆ”<br><br>“รถติดยาวไปเกือบถึงบ้านเรานู่น เกือบสายแล้วเหมือนกันล่ะ”<br><br>“อย่างฟรังนี่ไม่น่ามีคำว่าสายหรอกมั้ง ดูจากการขับรถแล้วล่ะนะ”<br><br>“เช้ามาก็เอาซะเลยนะรัน รถเราไม่ได้เหาะได้แบบในหนังนะจะได้ฝ่ารถติดมาได้น่ะ” <br><br>ทั้งสองคนเริ่มบทสนทนาแรกของสัปดาห์ด้วยการกวนกันไปมาอย่างสนุกสนาน หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนทำให้ทั้งสองคนเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น พวกเขาใช้เวลาในวันหยุดนอกจากการทำกิจวัตรส่วนตัวของแต่ละคนแล้ว ก็มีการส่งข้อความหากันไปมาผ่านทางโทรศัพท์ส่วนใหญ่เป็นถามความเป็นอยู่ของกันและกันและบอกเล่าเรื่องราวว่าในขณะนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ <br><br>“เป็นใงมั่ง พ่อหนอนหนังสือ” <br><br>นั่นคือข้อความแรกของฟรังที่ส่งมา<br><br>ในทีแรกเป็นฝ่ายฟรังที่เริ่มส่งข้อความมาหาก่อนเพราะรันนั้นไม่กล้าพอที่จะคุยกับฟรังซึ่งเป็นเพื่อนต่างเพศจึงไม่ได้ติดต่อไป และเมื่อฟรังถึงขั้นส่งข้อความมาหาอย่างต่อเนื่องจนรันทนไม่ไหวต้องตอบกลับไป เมื่อรันเริ่มตอบข้อความได้ในที่สุดทั้งสองคนก็ส่งหากันมากขึ้นๆเรื่อยๆ จากที่มือถือของรันไม่เคยมีข้อความอะไรเข้านอกจากโฆษณาและข้อความแจ้งยอดการใช้งานจากเครือข่ายก็เริ่มมีข้อความที่สามารถตอบโต้ไปมาได้ซักที<br><br>“แย่ล่ะ จะมีที่จอดมั้ยเนี่ย” ฟรังบ่นอุบเมื่อขับรถเข้ามาในบริเวณที่จอดรถของมหาวิทยาลัยแล้วพบว่ามีรถจอดอยู่แทบทุกช่อง<br><br>“อ้าว วันนี้ฟรังก็มีเรียนรวมเหรอ” รันถามขึ้นมาอย่างสงสัย เพราะไม่ยักรู้ว่าวันนี้ฟรังก็มีเรียนรวมเหมือนเขา<br><br>“มีดิ บอกไปในข้อความตั้งแต่เมื่อคืนแล้วใงจำไม่ได้เรอะ” <br><br>“ไม่อ่ะ เมื่อคืนเล่นเกมเสร็จก็ปิดไฟนอนเลยไม่ได้เช็คมือถือ สงสัยจะอยู่ในข้อความที่ไม่ได้เปิดเมื่อเช้า แห่ะๆ” รันหัวเราะเจื่อนๆอย่างรู้สึกผิด<br><br>“นายเนี่ยน้า หัดใส่ใจเรื่องรอบตัวให้มากๆหน่อยเถอะ “ ฟรังบ่นอุบอิบเหมือนคุณแม่บ่นลูกชายผู้ไม่เอาใหน <br><br>“จะทำให้นายสนใจเรื่องรอบตัวบ้างแล้วล่ะ ฉะนั้นตอนนี้มาช่วยเราหาที่จอดรถเลย”  <br><br>“เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย” รันทำหน้าเหยเกพลางกวาดสายตามองไปทั่วๆรอบตัว <br><br>“นั่นๆ! ตรงนั้น! ช่องถัดไปข้างซ้ายมือติดกับรถสีขาวตรงนั้น” <br><br>“เจอล่ะ”<br><br> ฟรังหักรถไปทางซ้ายเข้าช่องแล้วกดคันเร่งพุ่งไปใกล้ๆที่จอด กดไฟกระพริบเตือน แล้วจึงค่อยๆตั้งลำถอยรถเข้าที่จอดอบ่างคล่องแคล่ว เมื่อรถเข้าอยู่ในตำแหน่งที่พอเหมาะแล้วเธอจึงปิดไฟกระพริบและเครื่องปรับอากาศก่อนจะดับเครื่องยนต์ หันไปโกยหนังสือและกระเป๋าถือขึ้นมาจากหลังที่นั่ง<br><br>“รออะไรล่ะพ่อคุณ ลงไปรอข้างล่างก็ได้”<br><br>“ร้อนขนาดนี้เนี่ยนะ”<br>ทั้งคู่ลงมาจากรถแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวฝ่าแสดงแดดในตอนเช้าไปยังตึกบรรยายรวม<br><br>“ฟรังเรียนเซคท์ไหนนะ”<br><br>“S2 รันล่ะ”<br><br>“S2 เซคท์เดียวกันนี่ ว่าแต่ทำไมอาทิตย์ที่แล้วไม่เห็นเธอเลยแฮะ”<br><br>“เราก็มาน่ะแหล่ะ แค่มาสแกนบัตรเช็คชื่อแล้วก็ไปหาที่งีบ เข้าไปครั้งแรกเจอแต่พวกน่ารำคาณเลยหนีออกมาซะเลย ดีเลย ไปด้วยกัน นั่งด้วยกัน ขี้เกียจไปนั่งกับคณะอื่นมีแต่พวกน่ารำคาณ” ฟรังพูดออกมาเสียงดังมากจนคนที่เดินรอบข้างหันมามอง รันยิ้มเจื่อนๆ<br><br>“ให้มันได้อย่างนี้สิ แล้วที่ว่าน่ารำคาณน่ะยังใงล่ะนั่น” รันถามไปด้วยความสงสัย<br><br>“เดี๋ยวก็รู้” <br><br><br>เมื่อทั้งคู่ไปถึงหน้าห้องบรรยายรวมก็พบกับแถวของนักศึกษาที่ยืนรอแสกนบัตรเข้าห้องเรียน การสแกนบัตรนี้เป็นระบบใหม่ที่นิยมใช้กันในมหาวิทยาลัยทั่วไปสำหรับการเช็คสถิติการข้าเรียนของนักศึกษา ซึ่งบัตรที่ว่านั่นก็คือบัตรประจำตัวนักศึกษาที่จะต้องพกติดตัวใว้ทุกคน เพราะบัตรนี้นอกจากจะใช้สำหรับการสแกนเข้าชั้นเรียนแล้ว ยังใช้สำหรับการแสกนเพื่อเข้าใช้ห้องสมุดกลางและติดต่อกับหน่วยงานต่างๆของมหาวิทยาลัยรวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆอีกด้วย<br><br>เมื่อรันและฟรังแสกนบัตรเรียบร้อยและเดินเข้าไปในห้องเรียนขนาดใหญ่ มีที่นั่งพร้อมโต๊ะพับเล็กๆสำหรับเล็กเชอร์ติดตั้งอยู่รวมกันเป็นแถวๆไล่ระดับขึ้นไปคล้ายๆในโรงละคร ที่นั่งส่วนใหญ่ทุกแถวนั้นถูกจับจองไปเกือบหมดแล้วเหลือเพียงที่นั่งแถบบนสุดที่ยังพอหลงเหลืออยู่บ้าง ทั้งคู่จึงเดินขึ้นไปยังแถวบนสุด ระหว่างทางสังเกตุได้ว่ามีนักศึกษาหญิงชายหลายคนจับจ้องมายังพวกตน นี่คงเป็นสิ่ง”น่ารำคาณ”ที่ฟรังพูดถึงเมื่อกี้แน่นอน ยิ่งดูจากสีหน้าของฟรังตอนนี้ยิ่งชัดเจนเข้าไปไหญ่ จนในที่สุดทั้งคู่ก็ไปถึงแถวบนสุดและเลือกที่จะนั่งบริเวณริมทางเดิน<br><br>“ชัดเจนแล้วล่ะสิ”<br><br>“เข้าใจแจ่มแจ้ง”<br><br>ทั้งคู่รับรู้และเข้าใจกันได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรให้มาก ดูท่าฟรังจะเป็นคนที่ไม่ชอบการอยู่ในกลุ่มคนหมู่มากพอๆกับเขาเลยทีเดียว แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างเป็นจุดดึงดูดสายตาทำให้ฟรังต้องเผชิญความลำบากใจอย่างมากจนนำไปสู่ความรู้สึกรำคาณอย่างที่เห็นในทุกวันนี้<br><br>“ถามจริงๆนะฟรัง ทำไมชอบอยู่คนเดียว”<br><br>“ถามมาเรื่องซีเรียสเลยนะ”<br><br>“ก็มันอดสงสัยไม่ได้นี่”<br><br>“นายเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ก็น่าจะพอรู้เหตุผลอยู่บ้างล่ะน่า”<br>“เหตุผลคนเรามันไม่เหมือนกันซะหน่อย ช่างมัน ไม่เล่าก็ไม่เล่า”<br><br>“เอ้าๆๆๆ งอนซะงั้น เล่าก็เล่า แต่เล่าเสร็จนายก็ต้องเล่าเหตุผลชองนายมาด้วยละกันนะ”<br><br>“ก็ได้”<br><br>“สัญญามาด้วย” ฟรังทำหน้าบึ้งๆพลายกนิ้วก้อยซ้ายยื่นมาที่รัน<br><br>“ผูกมัดกันขนาดนี้เลยวุ้ย เอ้า สัญญา” รันทำหน้าหน่ายๆพลางยกนิ้วก้อยไปเกี่ยวนิ้วของฟรัง<br><br> “เราเป็นคนอยู่กับคนอื่นยาก และเราก็อยู่รวมกันกับคนหมู่มากไม่ค่อยได้ มันรู้สึกอืดอัด ทำอะไรก็ต้องคอยห่วงว่าจะไปรบกวนรึทำใครลำบากใจรึเปล่า อีกอย่างนะ พอเราอยู่ร่วมกับคนอื่นเรารู้สึกไม่เป็นตัวเอง ต้องแคร์ความรู้สึก ต้องระวังไม่ให้ตัวเองไปผิดใจกับใคร เราเองก็เคยเป็นคนที่แคร์คนอื่นนะ เป็นไอ้ทั้งหมดที่ว่ามานั่นแหล่ะ แคร์ทุกอย่าง แคร์ไปหมด จนครั้งนึงเรามีปัญหากับเพือนจนเราหลุด หลังจากนั้นทุกคนที่เราแคร์ก็เปลี่ยนไปกันหมด แถมโดนตราหน้าว่าแอ้บอีก หลังจากนั้นเราก็ไม่คิดจะแคร์ไม่คิดจะสนใจใครอีกเลย เราเป็นของเราแบบนี้แหล่ะ ใครคบได้ก็คบมา แต่ใครคบไม่ได้ก็ไปใกลๆ”<br><br>จากทั้งหมดที่ฟรังว่ามาก็พอจะอธิบายได้ว่าทำไมฟรังถึงได้มีบุคลิกที่ดูนิ่งๆออกไปทางหยิ่งในสายตาคนรอบข้าง มันไม่ใช่การหยิ่งอย่างไร้เหตุผล ด้วยว่าฟรังเป็นคนที่แคร์และห่วงใยคนอื่นมากๆแต่ก็เป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรงด้วย มันจึงเป็นกำแพงป้องกันตัวเองของฟรังที่คอยปกป้องเธอและกันคนอื่นเอาใว้ไม่ให้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงที่อาจจะทำร้ายความรู้สึกใครๆได้ของเธอนั่นเอง<br><br><br>“อะไรมันจะคล้ายกันได้ขนาดนั้น”<br><br>รันรำพึงรำพันในใจด้วยความทึ่งถึงความคล้ายคลึงโดยบังเอิญที่ได้พบจากตัวผู้หญิงคนนี้ <br><br>“ตานายล่ะรัน สัญญาใว้แล้วก็จงเล่ามาเลยว่าทำไมชอบอยู่คนเดียว หึหึหึ” รันทำหน้าอย่างเจ้าเล่ห์เร่งเร้าเขา<br><br>“เราน่ะเคยมีเพื่อนเยอะมากสมัยมัธยม ตอนนั้นอะไรๆก็ดีไปหมดน่ะแหล่ะ เฮฮาบ้าบอไปวันๆ คิดว่าเพื่อนให้ใจเรามาเราก็เลยให้ใจเพื่อนไปเยอะ ทำอะไรแคร์เพื่อนใว้ก่อนตลอด จนกระทั่งมารู้ทีหลังว่าเพื่อนมันหลอกปอกลอกเราไปเรื่อย เราเลยค่อยๆห่างมาจากมันแล้วก็เลิกคบมันไปในที่สุด หลังจากนั้นเราเลยไม่คิดจะให้ใจใครแบบนั้นอีก ไม่อยากแคร์ใครอีก ก็เลยเลือกจะไม่ทำตัวให้สนิทกับใครมากๆอีก แต่ไปๆมาๆกลายเป็นไม่คิดจะมีเพื่อนไปเลยได้ยังใงก็ไม่รู้เหมือนกัน <br><br>“คล้ายกันจังเลยนะ พวกเราเนี่ย”<br><br>“นึกอยู่เหมือนกัน”<br><br>“แบบนี้เราจะอยู่กันยืดเรอะ”<br><br>“ก็ไม่รู้ ดูไปยาวๆ”<br><br>เราสองคนยิ้มให้กันโดยที่ไม่พูดอะไร แล้วหันไปตั้งใจฟังสิ่งที่แาจารย์บรรยายกำลังสอน<br><br>“น่าเบื่ออออ”<br><br>“เบื่ออะไรเห็นหลับทั้งคาบ”<br><br>“ก็มันน่าเบื่อจนง่วง พอง่วงก็เลยหลับน่ะสิ ตอนนี้ก็หิวแล้วด้วย ไปเร็วๆเหอะ”<br><br>“ให้มันได้อย่างงี้สิ”<br><br>หลังหมดชั่วโมงเรียนรวมในตอนเที่ยง รันและฟรังออกจากห้องบรรยายรวมไปยังโรงอาหารเพื่อหามื้อเที่ยงกิน ระหว่างทางรันก็บ่นฟรังที่เมื่อฟังอาจารย์ไปได้ไม่ถึงสิบนาทีก็ฟุบหลับไปดื้อๆและปล่อยให้เขานั่งทำรายงานการบรรยายในชั่วโมงส่งอยู่คนเดียว <br><br>“ว่าแต่เขาสั่งการบ้านอะไรมั้ย”<br><br>“รายงานการบรรยายในชั่วโมงส่งท้ายคาบ แต่ไม่เยอะมากเราทำส่งไปเผื่อล่ะ”<br><br>“จริงดิ!? เฮ้ย ขอบใจมากๆนะ” ฟรังหันมาขอบคุณด้วยสีหน้าตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ  <br><br>“ไม่เป็นไร แค่นี้เอง”<br><br>ทั้งสองคนเดินมาถึงบริเวณโรงอาหารไหญ่ที่เต็มไปด้วยนักศึกษามากมายหลากหลายคณะและชั้นปี ซึ่งโดยส่วนไหญ่แล้วจะเป็นนักศึกษาชั้นปีแรกที่มีเรียนวิชาเรียนรวมในวันนี้ ด้วยความที่วันนี้เป็นวันแรกของสัปดาห์ที่มีนักศึกษาจากหลายๆเซคท์มาเรียนรวมกันเป็นจำนวนมากจึงทำให้พื้นที่โรงอาหารทั้งส่วนโต๊ะที่นั่งและบริเวณร้านค้าดูหนาแน่นไปในทันที<br><br>“โอย คนเยอะขนาดนี้จะได้กินเมื่อไหร่เนี่ย?’ ฟรังเริ่มบ่นกระปอดกระแปด<br><br>“ช่วยไม่ได้ วันนี้ทุกคณะมีเรียนรวมเหมือนกันหมดนี่”<br><br>“ร้อนก็ร้อน คนก็เยอะ เวลาพักก็แค่แปปเดียว ทำไมคนไม่กระจายๆไปที่อื่นกันมั่ง อัดกันอยู่อย่างงี้คงได้รอกันยันเย็นพอดี” <br><br>“ก็ที่นี่มันใกล้ที่สุดนี่ ถ้ามันมีร้านอื่นใกล้ๆแถวนี้คนคงจะแบ่งๆไปมั่งแล้วล่ะ แต่เท่าที่ดูแล้วก็มีแต่ร้านกาแฟทั้งนั้น......”<br><br>“โอ้ยยย!!!! ชักจะทนไม่ไหวล่ะ หิวก็หิว ร้อนก็ร้อน คนก็เยอะอีก ไปหาอะไรข้างนอกกินกันเหอะ!”<br><br>ยังไม่ทันที่รันจะพูดจบฟรังก็โวยวายขึ้นมาเสียงดังลั่นจนคนรอบข้างหันมามองแล้วเดินสาวเท้าปั้งๆออกจากโรงอาหารพลางคว้าเอาแขนของรันติดไปด้วย รันเองถึงกับอึ้งไปชั่วนึ่งด้วยความคาดไม่ถึงที่คนอย่างฟรังจะโมโหหิวได้ขนาดนี้และยังลากเขาด้วยแรงที่มากพอจะทำให้เสียหลักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบสาวเท้าตามแรงดึงของฟรังที่กำลังเดินมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถ<br><br>“ใจเย็นๆหน่อยแม่คุณ โวยวายขนาดนี้ไม่อายคนอื่นเขาเลยรึใง” รันโอดครวน<br><br>“ช่างหัวคนอื่นเขาสิ เกิดมาไม่เคยโมโหหิวกันรึใง” ฟรังตวาดกลับมาด้วยสายตาดุร้ายจนรันรู้สึกกลัว  เขาจึงไม่พูดอะไรต่อ เมื่อทั้งคู่ขึ้นรถ ฟรังออกตัวอย่างแรงจนล้อบดกับถนนดังลั่นแล้วรถก็พุ่งไปตามถนนออกสู่ภายนอกของมหาวิทยาลัย <br><br>“หาอะไรกินแถวๆนี้ละกัน ร้านนี้เป็นใง?” ฟรังถามพลางชี้ไปยังร้านอาหารที่ใกล้ที่สุดในระหว่างที่กำลังชะลอรถเข้าข้างทาง<br><br>“เรายังใงก็ได้” รันตอบแบบขอไปที จังหวะนี้เขาไม่อยากพูดอะไรให้ขัดหูฟรังเท่าไหร่นัก ถ้าว่าตามจริง เขาไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาเลยด้วยซ้ำ เพราะจากเหตการณ์ที่โรงอาหารและที่เขาถูกตวาดไส่ทำให้เขาซึ่งเขาไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนเลยเกิดความรู้สึกหวาดๆในตัวฟรังอยู่ไม่น้อยและได้แต่นั่งเงียบๆ <br><br>เมื่อทั้งคู่ลงมาจากรถและเข้าไปในร้าน หลังจากได้ที่นั่งและสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว รันก็ยังคงนั่งเงียบๆไม่กล้าสบตาฟรังและดูเหมือนมีท่าทีอึดอัดแปลกๆ ฟรังสังเกตุได้ในความผิดปกติของรันจึงถามไป<br><br>“เป็นอะไรป่าวรัน ดูท่าทางไม่ค่อยดีเลย ไม่สบายเหรอ”<br><br>“เปล่าหรอก” รันตอบเพียงสั้นๆ ตายังคงจ้องลงบนโต้ะและเอามือเท้าคาง สีหน้าแสดงความไม่สบายใจออกมาชัดเจน<br><br>“ดูเหมือนมีอะไรไม่สบายใจเลยนะ”<br><br>“ไม่มีอะไรหรอก”<br><br>“พูดมา” ฟรังเริ่มซักไซ้ สีหน้าเริ่มจริงจัง แต่นั่นยิ่งทำให้รันรู้สึกอึดอัดจนถอยกลับไปติดพนักพิงและเบือนหน้าหนี ฟรังเหมือนจะเริ่มรู้ตัวว่าทำให้รันอึดอัดกว่าเดิมจึงเลื่อนตัวถอยกลับไปพิงเก้าอี้<br><br>“ขอโทษนะ” ฟรังเอ่ยออกมา<br><br>“ไม่เป็นไรหรอก” รันตอบรับด้วยเสียงแผ่วเบา<br><br>“เผลอใช้อารมณ์ออกมาแบบนี้ แถมยังตวาดเธอไปทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไร แล้วยังมาซักไซ้แบบนี้อีก ขอโทษจริงๆนะรัน” ฟรังพูดออกมาอย่างรู้สึกผิด<br><br> “เราแค่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลยทำตัวไม่ถูกน่ะ ปกติเราไม่มีเพื่อนผู้หญิงเลย และเราก็ไม่ค่อยมีเรื่องกับใครด้วย พอเจอแบบนี้มันเลยเกร็งๆนิดหน่อยน่ะ”<br><br>“เราเองก็เผลอใช้อารมณ์มากไป ลืมไปว่าเธอพึ่งจะเจอเราได้ไม่นาน คือเราเป็นคนใจร้อนแบบนี้แหล่ะ ถ้าอะไรไม่ถูกใจหน่อยจะเป็นแบบนี้ประจำ เราเป็นคนที่อดทนอะไรไม่ค่อยได้ เพราะงี้ล่ะมั้งเราถึงไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่” ฟรังอธิบายนิสัยตัวเองออกมาอย่างอายๆพลางหัวเราะแฮะๆ ฟรังเห็นอย่างนั้นจึงค่อยๆผ่อนคลายลงบ้าง<br><br>“เห็นอย่างนี้คงจะตกใจไปเลยล่ะสิ ขอโทษจริงๆนะที่ทำแบบนั้นไป แต่เราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ถ้าเธออึดอัดหรือไม่สบายใจจะเป็นเพื่อนเราต่อเราก็คงไม่โกรธอะไรหรอก แต่เราอยากขอโทษเธอจริงๆนะ” ฟรังพร่ำขอโทษด้วยความรู้สึกผิดอย่างยิ่ง<br><br>“อย่าคิดมากเลยน่า เราไม่ได้ขนาดนั้นหรอก แค่นิดๆหน่อยๆเองเดี๋ยวก็ชิน ทางนี้ก็ขอโทษด้วยเหมือนกันนะที่แสดงท่าทางแบบนั้นไป” รันเองก็เริ่มรู้สึกผิดเหมือนกันที่แสดงท่าทางแบบนั้นออกไปจึงเป็นฝ่ายขอโทษกลับไปเช่นกัน<br><br>“เธอไม่ได้ทำอะไรซักหน่อยจะขอโทษทำไม เราต่างหากที่ต้องขอโทษ”<br><br>“ไม่เอาน่าเลิกขอโทษเถอะ เราไม่เป็นไรแล้ว เราเข้าใจ เอาเป็นว่าเจ๊ากันก็แล้วกันนะ”<br><br>“อื้ม ขอบคุณนะรัน”<br><br>“ขอบคุณเรื่องอะไรเหรอ”<br><br>“ขอบคุณที่ให้อภัย และก็ขอบคุณที่เข้าใจเรานะ เราไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครตรงๆแบบนี้หรอก” ฟรังพูดพลางส่งสายตาที่ดูเศร้าๆมายังรัน<br><br>“อย่างน้อยเราก็รู้เรื่องของเธอ และเธอก็รู้เรื่องของเรา เจ๊ากันไป ต่อไปจะได้เข้าใจปรับตัวกันไปง่ายๆ ดีจะตาย” รันยิ้มให้ฟรังพลางส่งสายตาที่ดูอบอุ่นไปให้ฟรัง ฟรังจึงยิ้มออกมาในที่สุด<br><br>“ฝากตัวด้วยนะรัน”<br><br>“ฝากตัวด้วยนะฟรัง”<br><br>ทั้งสองเรียกชื่อของกันและกันก่อนจะยิ้มให้กัน พอดีกับจังหวะที่บริกรยกอาหารมาเสริฟพอดี<br><br><br><br>“บ่ายนี้เราเรียนอะไรบ้างแล้วนะ” ฟรังถามขึ้นมาระหว่างที่กำลังตักข้าวคำไหญ่เข้าปาก<br><br>“มีวิชาบรรยายของคณะตัวนึงแค่นั้นล่ะ” รันตอบในขณะที่กำลังแทะไก่อยู่เต็มปาก<br><br>“พูดไปกินไปนิสัยไม่ดีเลยนะ”<br><br>“ใครเริ่มก่อนกันล่ะหา”<br><br>ทั้งคู่เริ่มกระแนะกระแหนกันไปมาก่อนจะหัวเราะออกมา บรรยากาศบนโต้ะอาหารช่างมีชีวิตชีวาเสียเหลือเกิน ขัดกับเมื่อตอนที่พึ่งเข้ามาในร้านเสียจริงๆ <br><br>“เสร็จยัง ไปกันเถอะ เราเรียกเช็คบิลเลยนะ”<br><br>“มื้อนี้เราเลี้ยงเอง ถือซะว่าไถ่โทษเรื่องเมื่อกี้ละกัน” ฟรังควักเงินออกมาจากกระเป๋าเครียมจ่าย<br><br>“ตลกล่ะ เป็นผู้ชายให้ผู้หญิงออกเงินให้เรารู้สึกไม่ดีนะ” รันรีบปฏิเสธทันทีพลางควักเงินออกมาเช่นกัน<br><br>“เถอะน่า เราเป็นคนพารันออกมาเอง แถมทำรันรู้สึกแย่ด้วย ขอทำอะไรชดเชยความผิดหน่อยเถอะ” <br> ฟรังยืนยันกลับมาด้วยสีหน้าที่จริงจังมากจนรันรู้สึกลำบากใจเล็กๆ การที่่จู่ๆมีคนมาออกเงินค่าอาหารให้ก็นับว่าลำบากใจพอแล้ว นี่ยิ่งเป็นเพื่อนผู้หญิงคนแรกที่เขารู้จักมาได้ไม่นานอีก ยิ่งทำให้เขารู้สึกลำบากใจหนักเข้าไปอีก<br><br>“ถ้าอยากจะไถ่โทษน่ะไม่ต้องทำถึงขนาดนี้หรอกน่า เราไม่ซีเรียสหรอก”<br><br>“แต่เราซีเรียสนะรัน”<br><br>ดูท่าฟรังจะไม่ยอมลดความพยายามไปง่ายๆแน่ รันจึงต้องหาทางเลี่ยงออกแบบให้เป็นการถนอมความรู้สึกใว้ให้มากที่สุด พลางเหลือบไปมองนาฬิกาข้อมือ<br><br>“จังหวะเหมาะแฮะ” เขาคิดในใจ<br><br>“ถ้าตอนนี้เราไม่รีบกลับคณะมีหวังได้สายแน่ๆ เอางี้ มื้อนี้เราแชร์กันก่อน ถ้าฟรังอยากจะไถ่โทษเราจริงๆใว้เรานึกออกก่อนละกันแล้วเราจะบอกละกัน โอเคมั้ย?”  รันได้จังหวะชิงตัดบทได้เหมาะเจาะพอดี ด้วยเวลาที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆของการเข้าฟังบรรยายในช่วงบ่ายทำให้เขาสามารถใช้เป็นข้ออ้างชั่วคราวในการหลบเลี่ยงในครั้งนี้<br><br>“แน่ใจนะ ไม่ใช่ว่าหาข้ออ้างหลบเราหรอกนะ” ฟรังมองด้วยสายตาดูอ้อนวอนน่าสงสาร<br><br>“จะไปมีข้ออ้างอะไรล่ะ ดูเวลาสิเราจะสายกันจริงๆแล้วนะ” รันเร่งเร้าทั้งด้วยความรู้สึกอยากกลับไปเข้าเรียนให้ทันและความรู้สึกอยากให้การยืดเยื้อครั้งนี้จบลงใวๆ<br><br>“ถ้างั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะเนอะ แต่อย่าลืมนะ ถ้านึกได้รันต้องรีบบอกเราทันทีเลยนะ” ฟรังยังคงย้ำ<br><br>“อื้ม ไม่ลืมหรอก”<br><br>เมื่อดูท่าทีฟรังที่ยอมถอยแล้ว รันจึงแอบถอนหายออกมาเบาๆก่อนจะเรียกบริกรมาคิดเงินค่าอาหาร เมื่อจ่ายเงินเสร็จสรรพทั้งคู่ก็รีบขึ้นรถบึ่งกลับคณะในทันที<br><br><br><br>“เกือบไม่ทันแล้วมั้ยล่ะ”<br><br>“อย่าเวอร์ไปหน่อยเลยน่า อาจารย์ยังไม่ทันเข้าเลยต่างหาก”<br><br>ทั้งสองคนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้แถวหลังสุดของห้องบรรยายได้ทันเวลาก่อนที่อาจารย์จะเริ่มการบรรยายพอดิบพอดี บรรยากาศในห้องเรียนจอแจไปด้วยนักศึกษาที่พึ่งกลับมาจากพักกลางวัน หลายคนจับกลุ่มนั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน บางส่วนนั่งหมกมุ่นอยู่กับโทรศัพท์มือถือของตน และบางคนก็ถึงขั้นเอาอาหารเข้ามาทานในห้องบรรยายซึ่งถึงแม้จะยังไม่หมดเวลาพักแต่การทานอาหารในที่แบบนี้ถือว่าเสียมารยาทอยู่พอสมควร <br><br>“สงสัยจะยังไม่ได้กินข้าวกันล่ะมั้ง”<br><br>“สงสัยบางเซคท์อาจารย์ปล่อยเลท ไม่ก็คงต่อคิวซื้อของจนหมดเวลาพักกันล่ะมั้ง”<br><br>รันและฟรังนั่งสังเกตุพฤติกรรมของเพื่อนร่วมชั้นแล้ววิจารณ์ไปเรื่ิอยแล้วหัวเราะคิกคักกันอยู่สองคน<br><br>“นี่รัน ในWhite Candlelightหลังจากเล่มล่าสุดนี่นายว่าเรื่องมันจะยังใงต่อ” จู่ๆฟรังก็เปลี่ยนเรื่อง<br><br>“ในฉบับนิยายเรื่องมันยังไม่ถึงไหนเลยไม่ใช่เหรอ พึ่งถึงตอนที่พระเอกกับยัยตัวแสบเริ่มจะปิ้งกันเองนี่”<br><br>“ใจร้าย ทำไมต้องมาเรียกเอริกะของเราว่ายัยตัวแสบด้วยล่ะ เอริกะออกจะดูน่ารักเป็นผู้หญิงหวานๆ ถึงจะออกทะเล้นนิดนึงก็เถอะ ไม่เหมือนยัยอาสึนะขี้เก็กนั่นหรอก ผู้หญิงอะไรไม่ดูเป็นผู้หญิงเอาซะเลย”<br><br>“ก็เพราะยัยเอริกะมัน ‘ตัวแสบ’ ยังใงล่ะ เดี๋ยวหลังจากเล่มนี้ไปพอถึงช่วงหลังงานโรงเรียนจะเก็ตเอง ถ้าเคยเล่นเวอชั่นวีดีโอเกมมาแล้วจะยิ่งเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเรียกยัยนี่ว่ายัยตัวแสบ เดี๋ยวก่อนนะ ไหนว่าแค่เคยได้ยินชื่อเรื่องใง แล้วไอ้ ‘ของเรา’นี่มันคืออะไร”<br><br>รันหัวเราะร่วนถามกลับอย่างกวนๆ พลางแอบนึกสงสัยว่าเมื่อตอนเจอกันครั้งแรกฟรังบอกเขาแค่ว่าเคยได้ยินชื่อนิยายเรื่องนี้ แต่ดูแล้วเหมือนฟรังจะเข้าใจลักษณะของตัวละครเรื่องนี้อยู่บ้างเหมือนกันถึงจะแค่ผิวเผินก็เถอะ<br><br>“แค่ได้ยินชื่อใช่ว่าจะไม่เคยอ่านนี่ ถึงจะนานแล้วก็เถอะ แต่เรื่องนี้เราอยู่ฝั่งเอริกะสุดติ่งเลยล่ะ”<br><br>ฟรังยืดอกประกาศตนอย่างภาคภูมิใจ <br><br>“เหรอ แต่เราอวยฝั่งอาสึสะล่ะ หึหึหึ” <br><br>“ยัยขี้เก็กนั่นน่ะเหรอ อวยเข้าไปได้ใงไม่เห็นมันจะมีอะไรเข้ากับพระเอกได้เลย ทั้งหยิ่ง ทั้งปากเสีย  แถมเป็นภาระพระเอกต้องมาคอยทำนู่นทำนี่ให้อีก ไม่เห็นจะได้เรื่อง ไม่เหมาะกับพระเอกเลยซักนิด”   <br><br>ฟรังดูท่าทางจะไม่ชอบอาสึสะอย่างรุนแรง ซึ่งรันก็พอจะเข้าใจอยู่ เพราะคนที่ติดตามเรื่องนี้ส่วนไหญ่หากไม่เจอเล่นเนื้อเรื่องในแบบวีดีโอเกมจะเข้าใจลักษณะตัวละครในแบบที่ฟรังเข้าใจกันทั้งนั้น แต่หากว่าได้รู้เนื้อเรื่องส่วนนั้นแล้ว มันจะกลับด้านเป็นหนังคนละม้วนเลยทีเดียว<br><br>“อ่านไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็รู้ว่าอะไรๆมันไม่เป็นอย่างที่คิด แล้วจะกรี้ด” รันยิ้มอย่างมีนัยให้ฟรังที่กำลังทำหน้าสงสัยอยู่ข้างๆ<br><br>“พูดอะไรน่าสงสัยชะมัด รู้อะไรบอกมาเลยนะ” ฟรังซักไซ้<br><br>“พูดไปก็สปอยล์หมดดิ รอตามอ่านเล่มหน้าเอานะจ้ะ” รันทำหน้ายียวน ในจังหวะที่เขาเหลือบสายตาไปหน้าห้องบรรยายก็เห็นว่ามีนักศึกษาหญิงและนักศึกษา(เกือบ)หญิงแถวหน้ามองมาทางพวกเขา<br><br><br>“สองคนนี้ดูสนิทกันดีจังน้า”<br><br>“เห็นไปไหนด้วยกันตลอดเลย แอบกุ้กกิ้กอะไรกันรึเปล่าเนี่ย” จากนั้นทั้งกลุ่มก็หัวเราะกันคิกคัก<br><br>เมื่อได้ยินอย่างนั้นจู่ๆรันก็รู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนนั้นร้อนขึ้นมา เขาไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรจึงได้แต่นั่งเงียบๆ<br><br>“แล้วมีอะไรแปลกเหรอ” <br><br>เสียงเรียบๆที่เย็นชาดังขึ้นจากข้างๆของเขา สายตาของผู้พูดจ้องมาทางนักศึกษากลุ่มนั้น เธอยิ้มให้เล็กน้อย<br><br>“เปล่าหรอก ไม่มีอะไร”<br><br>“ใช่ๆ ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากเนอะ”<br><br>“แซวขำๆน่า อย่าคิดมาก”<br><br>คนกลุ่มนั้นยิ้มเจื่อนๆก่อนจะรีบหันกลับไป รันถอนหายใจเฮือกไหญ่<br><br>“อย่าไปใส่ใจน่ะ”<br><br>“ไม่ได้ไส่ใจอะไรอยู่แล้ว ก็แค่ตั้งตัวไม่ทันน่ะ” รันบอกปัด<br><br>“เหรอ สงสัยจะตั้งตัวไม่ทันจนใข้ขึ้นเลยล่ะ ดูสิหน้าแดงเชียว” ฟรังหยอกพลางเอานิ้วจิ้มเข้าที่หน้าของเขา นั่นยิ่งทำให้รันหน้าแดงเข้าไปอีก<br><br>“ตลกล่ะ ใข้ขึ้นอะไรล่ะ อากาศมันร้อนเฉยๆ<br><br>“จริงเหรอ งั้นสงสะยจะแพ้อากาศร้อนอย่างรุนแรงแล้วล่ะ เดี่ยวต้องให้คุณหมอดูแลแล้วล่ะ”  ฟรังเมื่อเห็นว่ารันหน้าแดงมากขึ้นเรื่อยๆจึงอดแกล้งไม่ได้<br><br>“เธอเนี่ยน้า”  รันทำอะไรไม่ถูกและหมดมุขจะเถียงต่อ จึงหันไปหยิบนิยายขึ้นมาปิดหน้า ฟรังเห็นอย่างนั้นจึงหัวเราะออกมา<br><br>“พอดีกว่า เดี๋ยวจะช้อคตายไปจริงๆซะก่อน”<br><br>“ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง พระคุณครั้งนี้ข้าน้อยจักมิลืมเลือน” รันขอบคุณออกมาด้วยคำพูดราวกับหลุดออกมาจากหนังจักรๆวงศ์ๆ <br><br>“โฮะ ยังมีฤทธิ์อยู่แฮะ สงสัยต้องเอาอีกซักหน่อย”<br><br>“พอเถอะ แค่ก็จะแย่แล้ว เมื่อกี้ขอบคุณมากนะ ถือว่าเราเจ๊ากันแล้วล่ะ” รันขอบคุณฟรังที่ช่วยเขาจากสถานการณ์เมื่อซักครู่ พลางถือโอกาสยกประโยชน์เรื่องเมื่อเที่ยงไปในตัว<br><br>“อื้ม ไม่ใช่ปัญหา เรื่องแค่นี้เอง” ฟรังยิ้มให้เล็กๆ พอดีกับจังหวะที่อาจารย์บรรยายเข้ามาในห้องพอดี และการบรรยายในช่วงบ่ายก็เริ่มขึ้น <br><br><br><br><br><br>หลังจากจบการบรรยายช่วงบ่ายก็เป็นเวลาเย็นแล้ว นักศึกษาส่วนไหญ่ต่างทะยอยเก็บของและรีบออกจากห้องบรรยายเพื่อไปให้ทันการเรียกรวมกลุ่มซ้อมการแสดงของรุ่นพี่ที่เริ่มส่งเสียงเรียกดังมาจากด้านล่างของคณะ รันและฟรังไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้จึงไม่รีบเท่าไหร่รอให้คนส่วนไหญ่ออกจากห้องไปกันก่อนจึงลุกตาม<br><br>“ไปไหนต่อดี” ฟรังถามขึ้นมาระหว่างกำลังเดินไปตามโถงทางเดิน<br><br>“ว่าจะกลับเลยล่ะ ไม่รู้จะอยู่ทำไมนานๆ” รันตอบไปโดยไม่ต้องคิดอะไร ตัวเขานั้นไม่ใช่คนที่ชอบการอยู่นอกบ้านเท่าไหร่ ฉะนั้นถ้าไม่มีเหตุจำเป็นอะไรเมื่อเรียนเสร็จเขาจะรีบกลับบ้านให้ใวที่สุดทันที<br><br>“เด็กดีจัง เรียนเสร็จตรงกลับบ้านเลย ถ้ากลับมืดโดนแม่ตีรึใง” ฟรังกวนกลับพลางหันมาแลบลิ้นไส่<br><br>“ก็ข้างนอกมันมีอะไรน่าปวดหัวเยอะแยะไปหมด แถมแค่คิดจะทำอะไรก็ต้องใช้เงินแบบนี้ใครมันจะอยากอยู่นานๆกันล่ะ” รันพยายามหาข้ออ้างสารพัดมาโยงไปมาเพื่อปกปิดความจริงที่ว่าเขา’ขี้เกียจ’<br><br>“นายนี่มันมนุษย์ถ้ำจริงๆ” <br><br>“จะถือเป็นคำชมละกัน”<br><br>ทั้งสองคนเดินลงมาถึงบริเวณชั้นล่าง เมื่อมองไปยังลานกว้างของไต้ถุนตึกก็เห็นนักศึกษาชั้นปีเดียวกันกลุ่มใหญ่ยืนตัวแข็งเป็นแถวหน้ากระดานหลายแถว แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่รู้ว่าเพราะถูกห้ามไม่ให้ยิ้มหรือเพราะเครียดกันจริงๆกันแน่ ทุกคนจ้องมายังทิศทางเดียวกันคือด้านหน้าที่มีรุ่นพี่คนหนึ่งยืนกำกับการแสดงโดยถือไม้กวัดแกว่งให้จังหวะประดุจเป็นไวทยกรณ์ในการแสดงดนตรี<br> <br>“ทุกคนพร้อมนะ เริ่ม!”<br><br>สิ้นเสียงรุ่นพี่ เสียงเปียโนค่อยๆบรรเลงขึ้นมาโดยรุ่นพี่อีกคนที่อยู่ด้านข้าง ไม้ในมือก็ค่อยๆโบกไปมาเป็นสัญญานให้คนในแถวเปล่งเสียงขึ้นต้นออกมา ไม้นั้นค่อยๆกวัดแกว่งไปตามจังหวะของเพลง ดูท่าการแสดงความสามารถที่ว่านั่นคือการขับร้องประสานเสียงของนักศึกษาชั้นปีหนึ่ง เพลงถูกนำมาใช้ในการแสดงครั้งนี้เป็นเพลงที่ค่อนข้างคุ้นหูเพราะเป็นเพลงที่มักได้ยินตามงานประกวดร้องเพลงทั่วไป <br><br>เมื่อคิดว่านี่คือมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิชาการในด้านภาษาและวัฒนธรรม การให้นักศึกษาแสดงความสามารถโดยการร้องเพลงประสานเสียงนั้นดูจะเป็นอะไรที่แปลกไปเสียหน่อย<br><br>“ทำอย่างกับที่นี่เป็นวิทยาลัยดนตรีอย่างงั้นล่ะ” จู่ๆฟรังก็พูดขึ้นมา เธอยืนกอดอกตั้งใจดูการแสดงของคนในชั้นปีตรงหน้าอย่างสนใจ รันเองก็ยืนอยู่ในท่าเดียวกัน<br><br>เพลงดำเนินมาเรื่อยๆ ถึงแม้รันจะไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญดนตรีมากนัก แต่เขาก็มีความสามารถในด้านดนตรีในระดับนึงจึงพอฟังออกถึงความไม่ปกติของการประสานเสียง<br><br>‘มีแต่เสียงที่ดังแต่ไม่มีพลังและความพริ้วไหว’<br><br><br><br>จนมาถึงช่วงนึงที่นักร้องซีกหนึ่งกำลังขึ้นเสียงสูงและอีกซีกหนึ่งต้องลดเสียงต่ำลงเพื่อประสานเสียงให้เกิดพลัง รันรู้สึกได้ว่าในโทนเสียงสูงนั้นมีความเพี้ยนหลุดออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน ส่วนในโทนเสียงต่ำนั้นก็ยังไม่ต่ำพอจนจะทำให้การสอดประสานเสียงนั้นมีพลังพอได้ ทันใดนั้นรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่    ไวทยากรณ์ก็สั่งหยุดเพลง<br><br>“หยุด! หยุด! หยุดเลย”<br><br>“ทำไมเสียงมันเพี้ยนได้แบบนี้ คีย์ต่ำทำไมไม่ต่ำให้มันมากกว่านี้ แล้วเสียงอ่ะเบาทำไม แบบนี้มันใช้ไม่ได้ล่ะ ไหนลองไหม่เฉพาะท่อนนั้นอีกที”<br><br>รุ่นพี่โยกไม้ในมือสั่งให้เริ่มไหม่ในท่อนที่มีปัญหา<br><br>ครั้งนี้ทุกคีย์เป็นไปตามทำนองที่ถูกต้อง เสียงต่ำก็ต่ำได้ดี เสียงสูงก็สูงได้ระดับ<br><br>“อ่ะ เริ่มไหม่ทั้งหมดอีกครั้งนะทุกคน ขอแบบนี้เลยนะ ดังๆด้วย อย่าให้พลาดอีกล่ะ เริ่ม!”<br><br>เพลงบรรเลงขึ้น ทุกๆคนเปล่งเสียงออกมาถูกต้องตามคีย์ของตนเองแต่เพลงนั้นไม่มีความไพเราะเลย เหมือนเป็นการแหกปากเปล่งเสียงออกมาตามทำนองเท่านั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกใดๆออกมาทั้งสิ้น จนกระทั่งมาถึงท่อนเจ้าปัญหาอีกครั้ง <br><br>คราวนี้ก็ยังเจอปัญหาเดิม แต่ที่หนักไปกว่าเดิมคือจู่ๆมีเสียงเหมือนอาการเสียงแตกแทรกเข้ามาในคีย์เสียงสูงอย่างชัดเจน เป็นเสียงที่เกิดจากการเปล่งเสียงออกจากคออย่างเดียวโดยไม่ใช้ลมจากท้องเข้าช่วย ทำให้กล่องเสียงรับภาระหนักเกินไปจนเสียงแตกในที่สุด<br><br>“หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้! พอเลย! พอ!”<br><br>รุ่นพี่ที่ควบคุมสั่งหยุดในทันทีด้วยสีหน้าที่เกรี้ยวกราด <br><br>“เพี้ยนเหมือนเดิม คราวนี้หนักกว่าเดิมด้วย เสียงก็เบากว่าเดิมอีก บอกว่าให้เปล่งออกมาดังๆก็ไม่ทำกันแบบนี้หมายความว่าอะไร? พวกคุณทำไมได้ใช่มั้ยแค่ร้องเพลงเนี่ย!<br><br>รุ่นพี่คนนั้นอาละวาดโวยวายไส่คนในแถว ทุกคนมีสีหน้านิ่งสนิทแต่สังเกตุได้ว่ามีบางคนที่เริ่มคิ้วกระตุก บางคนสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม หลายคนยังคงตีหน้าเฉย<br><br>“ตะเบงเสียงอย่างงั้นมันจะไม่พังก็บ้าแล้ว ใครสอนให้ร้องเพลงกันอย่างนั้น แบบนี้ร้องให้ตายก็ไม่มีวันเพราะหรอก” <br><br>รันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับหงุดหงิดจนสบถออกมาชุดไหญ่ เมื่อเขาหันไปหาฟรังพบว่าเธอมองเขาดวยสีหน้าตื่นตะลึง<br><br>“หงุดหงิดขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ทำไมล่ะ” ฟรังถามอย่างสงสัยพลางส่งสายตาเป็นนัยๆว่าให้เขาใจเย็นๆ<br><br>“มันน่าหงุดหงิดสิ เพลงดีๆร้องซะเสียของกันหมด ดูก็รู้ว่าตะเบงเสียงอย่างเดียวแบบนี้เพลงมันก็ไม่มีพลัง สุดท้ายคอแตกเสียงเลยเพี้ยน อยากรู้ใครสอนให้ทำแบบนี้น่าเอาไม้เคาะหัวซักที” รันยังคงบ่นยาวยืด <br>“เอาน่า ใจเย็นๆนะ ไปเถอะๆ กลับบ้านกัน” ฟรังพยายามสงบสติอารมณ์รันพลางลากตัวเขาออกมาจากที่ตรงนั้น <br><br><br>ทั้งสองคนอยู่บนรถที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนโดยไม่ได้พูดอะไรกัน ดูท่าครั้งนี้จะเป็นฝ่ายฟรังซะเองที่อึ้งจนพูดไม่ออกต่อท่าทีของรันเมื่อครู่ เพราะเธอไม่นึกเลยว่าคนที่ดูนิ่งๆเฉื่อยๆอย่างรันจะมีมุมฉุนเฉียวกับเรื่องแบบนี้<br><br>“ทำไมถึงได้หงุดหงิดขนาดนั้นล่ะ” ฟรังรวบรวมความกล้าถามออกไป<br><br>“เราเป็นคนชอบฟังเพลง เราเคยเล่นดนตรี และเราก็เคยร้องเพลงด้วย เรารู้สึกว่าเพลงแต่ละเพลงมันมีความรู้สึกเฉพาะของมัน และการจะดึงความรู้สึกนั้นออกมาจากเพลงได้ต้องมาจากองค์ประกอบที่ดี    ก็คือ ดนตรีต้องถึงอารมณ์ และคนร้องต้องมีความรู้สึก สองอย่างนี้พอมารวมกันมันจะทำให้ความรู้สึกของเพลงออกมาได้ชัดแล้วเพลงนั้นจะมีพลังออกมาเลยล่ะ”<br><br>“แล้วเมื่อกี้มันดู่แย่มากเลยเหรอ เราว่าทุกคนดูตั้งใจมากอยู่นะ” ฟรังถามต่อเพราะยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ<br><br>“มันไม่ใช่ดูแย่ แต่มันคือแย่เลยล่ะ จำได้มั้ยเราบอกว่าคนร้องจะต้องมีความรู้สึก แต่สิ่งที่เห็นเมื่อกี้คือทุกคนสีหน้าซังกะตายมาก เสียงที่ออกมาก็เหมือนกับการกดตีย์บอร์ดไฟฟ้าล่ะ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความรู้สึก เป็นเสียงที่ถูกสั่งให้เปล่งออกมาใงล่ะ และนั่นทำให้อะไรมันแย่ไปหมด เพราะเป็นเพียงการสั่ง ผลที่ได้ออกมาก็ตามสั่ง สั่งให้ตามคีย์ก็ตาม สั่งให้เสียงดังก็ดัง สุดท้ายก็พังอย่างที่เห็นนั่นล่ะ ในฐานะคนเล่นดนตรีเรื่องนี้ถือว่าเกินจะรับได้เลยล่ะ”<br><br>“อย่างนี้นี่เอง พอจะเข้าใจล่ะ ของที่ต้องไส่ใจมากๆแบบนี้เอามาทำเสียของมันก็น่าหงุดหงิดอยู่ล่ะเนอะ พึ่งรู้ว่านายนี่ก็มีมุมละเอียดอ่อนแบบนี้เหมือนกันนะเนี่ย” ฟรังรีบพยักหน้าทำความเข้าใจก่อนจะตัดบททันทีเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศไม่ให้อืมครึมเกินไป<br><br>“แค่ไม่กี่เรื่องหรอกที่เราจะเป็นแบบนี้”<br><br>รันยิ้มให้แล้วไม่พูดอะไรต่อ หันหน้าไปทางกระจกหน้ารถแล้วมองเหม่อออกไป ฟรังรู้สึกอึ้งและตื่นเต้นในใจที่ได้เห็นมุมที่แปลกไหม่ของเพื่อนเธอคนนี้ <br><br>‘ใครจะไปนึกว่าคนเฉยชาแบบตานี่จะมีมุมแบบนี้เหมือนกัน แปลกดีแฮะ’<br><br>ฟรังคิดในใจแล้วยิ้มกรุ้มกริ้ม แล้วหันไปใช้สมาธิกับท้องถนนต่อ <br>
]]>
</description>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/entry-12017226945.html</link>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2015 23:32:42 +0900</pubDate>
</item>
<item>
<title>White Candlelight CH.2</title>
<description>
<![CDATA[ หนึ่งสัปดาห์แรกของชีวิตไหม่ในฐานะนักศึกษาผ่านไปอย่างรวดเร็ว <br><br>มีหลายๆอย่างที่แปลกไหม่เข้ามาในชีวิตของรัน ทั้งวิชาเรียนรวมของหมาวิทยาลัยที่เป็นการเรียนรวมกันในหอประชุมขนาดไหญ่ของมหาวิทยาลัย โดยมีนักศึกษาจากทุกคณะมาเรียนรวมกันในคลาสเดียวโดยมีจำนวนคณะละไม่กี่คน ซึ่งนักศึกษาแต่ละคณะจะถูกแบ่งออกมาเป็นเซคท์เล็กๆเพื่อไปเรียนรวมกันในคลาสเหล่านี้ ซึ่งการเรียนในลักษณะนี้ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนต่างคณะไปในตัว รวมถึงเป็นการฝึกให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีงามเบิกฟ้ากิจกรรม ซึ่งเป็นการให้แต่ละชมรมออกมาตั้งโต้ะหาสมาชิคชมรมไหม่ๆและให้นักศึกษาที่สนใจในชมรมต่างๆสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ <br><br>รวมถึง”กิจกรรมการแสดงความสามารถของนักศึกษา” <br><br>กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมของแต่ละคณะที่จะเป็นการนำเอานักศึกษาปีหนึ่งมาร่วมฝึกซ้อมการแสดงต่างๆตามที่รุ่นพี่ของคณะนั้นจะกำหนดและแสดงให้นักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยได้รับชม ซึ่งตามปกติกิจกรรมนี้ถือเป็นการสร้างความสามัคคีและความรักในรุ่นได้อย่างดี ซึ่งการที่จะได้มาซึ่งการแสดงที่สมบูรณ์แบบนั้น ต้องเกิดจากความพร้อมและความร่วมแรงร่วมใจกันของผู้เข้าร่วม ซึ่งการซ้อมนั้นจะกินเวลาหลังเลิกเรียนในทุกๆวันไปจนถึงเวลาสองทุ่ม โดยผู้ที่ทำการซักซ้อมนั้นก็คือรุ่นพี่ของคณะนั่นเอง ซึ่งรุ่นพี่เหล่านั้นก็จะต้องเป็นผู้เข้ามาคัดเลือกนักศึกษาปีหนึ่งที่จะเข้ามาเป็นผู้ร่วมแสดงตามความสมัครใจ <br><br>ถึงแม้จะบอกว่าเป็นความสมัครใจ แต่รุ่นพี่เหล่านั้นโดยส่วนไหญ่มักใช้อำนาจความเป็นรุ่นพี่ในเชิงบังคับไปในตัวเพื่อให้ได้จำนวนนักแสดงให้มากที่สุด โดยมักอ้างถึงความสามัคคีของรุ่นเป็นส่วนสำคัญ และนั่นก็ได้ผลกับนักศึกษาปีหนึ่งส่วนไหญ่<br><br>แต่นั่นใช้ไม่ได้ผลกับรัน<br><br><br>บ่ายวันหนึ่งหลังจากจบคลาสเรียนวิชาสุดท้าย ในขณะที่นักศึกษาส่วนไหญ่เตรียมทะยอยเก็บข้าวของบนโต้ะเรียนเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน ทันใดนั้นเอง<br><br>“น้องๆปีหนึ่งอย่าพึ่งไปไหนนะ พี่ๆมีเรื่องจะคุยด้วย”<br><br>หน้าประตูห้องมีนักศึกษาชั้นปีสูงประมาณสิบคนทะยอยเดินเข้ามาด้านหน้าของห้องเรียน บางส่วนก็เดินบังประตูไว้เพื่อกันไม่ไห้มีใครเดินออก <br><br>“ทุกคนนั่งลงและฟังทางนี้”<br><br>“พวกพี่จะมาประชาสัมพันธ์เรื่องกิจกรรมการแสดงของชั้นปีพวกเรา.......”<br><br>รุ่นพี่คนที่พูดอยู่อธิบายรายละเอียดต่างๆของกิจกรรมรวมถึงการแสดงที่ได้กำหนดใว้ รันก็ฟังๆไปแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะตัวรันเองไม่ใช่คนที่ชอบทำกิจกรรมอะไรพวกนี้อย่างแรงอยู่แล้ว<br><br>“เนี่ยนะ ถือเป็นกิจกรรมที่แสดงชื่อเสียงให้รุ่นของพวกน้องเองด้วยนะ เป็นความภาคภูมิใจของตัวพวกน้องๆเองนะ เป็นกิจกรรมที่จะทำให้น้องๆรู้จักกันมากขึ้น รักกันมากขึ้น พี่ว่ามันดีมากๆเลยนะ”<br><br> “เนี่ยใครไม่ทำอ่ะ น่าเสียดายนะ คงจะพลาดอะไรดีๆเยอะแน่เลย เพื่อนๆเขาได้ทำอะไรร่วมกันแต่ตัวเองไม่อยู่เนี่ย”<br><br>“น่าเหงาน่าดูเลยเนอะ เพื่อนคนอื่นได้ไปสนุกด้วยกันได้ร้องเพลงด้วยกัน แต่เราไม่ได้ร้องไม่ได้เล่นด้วยเนี่ย ”<br><br>บรรดารุ่นพี่ลูกลิ่วลูกล้อทั้งหลายต่างช่วยกันเสริมไปเรื่อย บรรดาคนอื่่นๆต่างส่งเสียงอื้ออึงพลางแสดงสีหน้าวิตกกังวลกันออกมา ต่างกระซิบกระซาบกับเพื่อนๆในกลุ่มด้วยกัน<br><br>“ทำด้วยกันนะ น่าสนุกออก”<br><br>“อื้ม ได้อยู่กับเพื่อนๆด้วย น่าสนุกจะตาย”<br><br>“ชั้นเอาด้วย ชั้นไม่อยากอยู่เหงาๆคนเดียว”<br><br>รันนั่งเงียบๆโดยเอาแขนขึ้นมาเท้าคางและเอามือบังปากใว้ไม่ให้ใครเห็นรอยยิ้มแสยะ<br><br>“หึ...มันจะแย่ขนาดนั้นเชียว? เวอร์กันไปไหญ่เลยนะ” เขาคิดในใจ <br><br>รันเป็นคนที่เกลียดการทำกิจกรรมกับคนหมู่มากอย่างถึงที่สุด ถ้าจะพูดให้ถูก เขาเกลียดการอยู่ร่วมกับคนหมู่มากซะมากกว่า สาเหตุก็เพราะเขาเคยมีอดีตฝังใจกับการที่ถูกเพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลายทั้งห้องรวมหัวกันแบนด้วยสาเหตุที่เขาแปลกและไม่สามารถเข้ากับเพื่อนๆไดทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรให้ใคร้ นั่นจึงทำให้เขาเกลียดการที่สังคมไม่ยอมรับในความแตกต่างทั้งๆที่มันไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร จึงทำให้เขามีนิสัยชอบเก็บตัวอยู่คนเดียวและเกลียดการเข้าสังคมกับคนหมู่มากไปด้วย<br><br>“ใครที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเดี๋ยวนั่งอยู่ในห้องนะ ถ้าใครไม่สะดวกหรือไม่ติดขัดอะไรก็ไม่เป็นไรกลับก่อนได้เลย”<br><br>สิ้นเสียงของรุ่นพี่ เพื่อนๆส่วนไหญ่ในรุ่นต่างนั่งจับกลุ่มคุยกันด้วยท่าทางตื่นเต้นกับกิจกรรมที่กำลังจะเข้าร่วม บรรดารุ่นพี่ช่วยกันแจกกระดาษให้ทุกๆคนเขียนชื่อของตนเพื่อจะได้นำไปรวบรวมเป็นรายชื่อสำหรับการเตรียมการต่างๆ รันจึงค่อยๆเก็บของและลุกจากที่นั่งช้าๆ <br><br>“อ้าวรัน ไม่เอาด้วยเหรอ” เพื่อนที่นั่งกลุ่มใกล้ๆกันหันมาถามด้วยสีหน้างงๆ<br><br>“ไม่ล่ะ เราขอผ่านดีกว่า เราไม่สะดวกจริงๆ บ้านเราใกลน่ะ ขอตัวก่อนนะ”<br><br>รันรีบปลีกตัวออกไปก่อนที่จะมีใครมาซักถามอะไรจากเขาอีก แต่ดูท่าจะไม่ทัน<br><br>“น้องไม่สนใจเข้าร่วมหน่อยเหรอ ไม่สะดวกอะไรรึเปล่า บอกพี่ได้นะ เพื่อนๆเขาทำกันทั้งนั้นเลยไม่เอาหน่อยเหรอ”<br><br>รุ่นพี่คนหนึ่งที่ยืนดักอยู่ตรงประตูถามเขาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไปในทางซักไซ้ รันเลือกจะไม่แสดงอาการใดๆจึงยิ้มออกมาก่อนจะตอบไป<br><br>“ผมไม่สะดวกครับ บ้านผมอยู่ใกล และผมก็ต้องทำงานด้วย”<br>“ใกลขนาดไหนเหรอน้อง และต้องทำงานด้วยเหรอ เรียนอยู่แท้ๆเองนะ”<br><br>“บ้านผมอยู่อีกฟากของเมือง และผมก็ต้องทำงานส่งตัวเองเรียนด้วยเพราะผมอยู่คนเดียว ผมไม่สะดวกจริงๆ ขอตัวนะครับ”<br><br>รันรีบตัดบทและพาตัวหนีออกจากรุ่นพี่คนนั้นทันที เพราะเขาสัมผัสได้ถึงการซักถามอยางยืดเยื้อ ขึนคุยต่อมีหวังเรื่องยาวไม่จบง่ายๆ เขารีบจ้ำอ้าวไปยังลิฟท์ แต่ไม่ทันจะไปถึงเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อเดินไปถึงบริเวณโถงทางเดิน<br><br>“กับรุ่นพี่น่ะ พูดให้มันดีๆหน่อยไม่ได้เหรอคะ”<br><br>“แล้วกับรุ่นน้องทำไมพี่ไม่พูดดีๆด้วยล่ะคะ หนูยังไม่ทันทำอะไรเลยแท้ๆพี่มาเสียงดังไส่ทำไม”<br><br>มีรุ่นพี่คนนึงกำลังโวยวายไส่นักศึกษาปีหนึ่งคนนึงอยู่ตรงทางเดิน ท่าทางแสดงให้เห็นว่ากำลังมีอารมณ์อย่างเต็มที่ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับมีท่าทีที่นิงและเฉยชา<br><br>“แล้วทำไมต้องแสดงท่าทีแบบนั้นด้วยล่ะ นี่รุ่นพี่นะไม่ใช่เพื่อนเล่น หัดรู้จักเคารพซะบ้าง”<br><br>“หนูทำอะไรคะ หนูก็แค่อธิบายเหตุผลที่หนูไม่เข้าร่วมกิจกรรมดีๆ พี่ถามอะไรมาหนูก็ตอบไปตามนั้น หนูไม่เข้าใจว่าพี่จะขึ้นเสียงไส่หนูทำไม”<br><br>นักศึกษาคนนั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบชวนคุ้นหู เมื่อเข้าไปแอบดูใกล้ๆก็เล่นเอารันถึงกับอึ้งไม่น้อยกับเจ้าของเสียงนั้น<br><br>“ฟรังนี่หว่า”<br><br>เขาตัดสินใจแอบดูอยู่เงียบๆ จากการที่ได้ฟังการโต้เถียงกันไปมาก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมรุ่นพี่คนนั้นถึงได้มีอารมณ์ขนาดนี้ เพราะด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ดูนิ่งเฉยและเย็นชา และถ้อยคำที่ออกมาจากปากของฟรังแต่ละคำนั้นช่างฟังดูยียวนกวนอารมณ์ไม่น้อยสำหรับสถานการณ์แบบนี้<br><br>“หนูไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำกิจกรรมนี้ เพราะหนูมาที่นี่เพื่อนมาเรียนไม่ใช่มาทำกิจกรรม ถ้าจะทำอย่างนั้นสู้หนูลาออกไปหางานทำเลยดีกว่า ถ้าจะบอกว่าไม่ร่วมกิจกรรมแล้วจะไม่มีประสบการณ์ หนูเชื่อว่าหนูสามารถหาประสบการณ์ที่หนูต้องการได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว เช่นตอนนี้ที่กำลังเจออยู่เป็นต้น ส่วนเรื่องเพื่อน หนูไม่ซีเรียสเพราะหนูไม่ใช่คนมีเพื่อนเยอะ และหนูก็ไม่คิดจะมีเพื่อนเยอะๆด้วย สุดท้ายนะคะ กิจกรรมเนี่ยมันต้องมาจากความสมัครใจ ซึ่งพี่ก็บอกเองใว้แล้ว ในเมื่อหนูไม่สมัครใจจะไม่ทำ มันก็ถือเป็นสิทธิของหนู ฉะนั้นขอตัวนะคะ”<br><br>ฟรังพูดจบก็หันหลังเดินไปยังลิฟท์แต่เหมือนจะมีคนไม่ยอมจบ รุ่นพี่คนเดิมเดินตามฟรังไปติดๆด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ แต่ยังไม่ทันจะถึงตัวฟรัง<br><br>“ปัง!”<br><br>เสียพื้นรองเท้าผ้าใบเท้ากระทบพื้นกระเบื้องในลักษณะที่เหมือนจงใจกระทืบเท้าดังขึ้น และด้วยความที่ตรงนั้นเป็นโถงใหญ่ที่สะท้อนเสียงได้ดีจึงทำให้เสียงนั้นกังวาลขึ้นหลายเท่า ซึ่งดังมากพอจะทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นสะดุ้งตกใจได้ <br>นักศึกษาหญิงทั้งสองคนมีอาการสะดุ้งกับเสียงเมื่อครู่อยู่ไม่น้อยและมองมายังต้นทางของเสียง ซึ่งเป็นที่ที่เด็กหนุ่มยืนอยู่ เขามองไปด้วยสายตาที่นิ่งเฉยก่อนจะเดินไปยังลิฟท์ <br><br>รุ่นพี่คนนั้นมองรันด้วยสายตาหาเรื่อง เขาจึงมองกลับ คงเพราะหน้าตาที่ดูไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ของรันจึงทำให้รุ่นพี่คนนั้นรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว รันจึงกดลิฟท์และเข้าไปพร้อมกับฟรัง<br><br><br>“น่าหนวกหูชะมัด”<br><br>“คนไส่หูฟังอย่างนายหนวกหูด้วยเหรอ”<br><br>“เสียงที่มันลอดเข้ามาได้มันก็น่าหนวกหูทั้งนั้นแหล่ะ<br><br>“ว่าเราเหรอ”<br><br>“เปล่าซะหน่อย”<br><br>ทั้งสองคนคุยกันระหว่างที่ลิฟท์พาทั้งคู่ลงมายังชั้นหนึ่งของคณะ <br><br>“ไม่เบานะเธอเนี่ย ไปทำอะไรเขาถึงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงได้ขนาดนั้น”<br><br>“ไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย ก็แค่ปฏิเสธที่จะเข้ากิจกรรมไร้สาระวกนี้แค่นั้นเอง แล้วอยู่ๆเขาก็โวยวายขึ้นมาเฉยๆ เราะงงกะเขาจริง”<br><br>“เราพอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไม”<br><br>“ทำไมเหรอ”<br><br>“ช่างมันเถอะ”<br><br>“เอ้า ไม่บอกกันซะงั้น ช่างมันเถอะ ว่าแต่เมื่อกี้นายกระทืบเท้าไส่เขาเหรอ”<br><br>“เปล่าซะหน่อย แค่เดินสะดุดขขาตัวเองเฉยๆ”<br><br>“สะดุดได้ได้ถูกจังหวะมากเลยนะ”<br><br>“บังเอิญน่ะ”<br><br>“ยังใงก็ขอบคุณนะ ถ้าไม่ได้นายเราแย่แน่ๆ”<br><br>“อื้ม ไม่เป็นไร”<br><br>ดูท่าฟรังจะรู้ตัวเรื่องที่เขาอยู่ตรงนั้นด้วย แต่ดูท่าเธอจะไม่นึกว่ายัยรุ่นพี่คนนั้นจะตามเธอไปถึงขนาดนั้น<br>ไม่อยากจะนึกถ้าไม่บังเอิญผ่านมาเห็นพอดีว่าจะเป็นยังใง<br><br>“ไปไหนต่อล่ะ”<br>“กลับบ้านเลยล่ะ”<br><br>“เอ้า ไม่ได้ไปทำงานต่อเหรอ แล้วบ้านใกลใช่มั้ย เดี๋ยวคิดรถเราไปดิ”<br><br>“ทำงานอะไรล่ะ แถทั้งนั้น และบ้านก็ไม่ได้ใกลด้วย ไม่เป็นไรน่า เกรงใจเธอแย่”<br><br>“โถ ขี้โม้น่าหว่า เอาน่ะเดี๋ยวไปส่งละกันวันนี้ แทนคำขอบคุณสำหรับเรื่องเมื่อกี้ อีกอย่างนายก็ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ กลับด้วยกันไม่เห็นเป็นไร มาๆ ตามมา”<br><br>ไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อก็โดนฟรังลากมาด้วยกันเสียแล้ว ดูท่ายัยนี่จะได้ยินเรื่องที่เขาโม้ไส่รุ่นพี่เพื่อเป็นข้ออ้างในการโดดพอดีซะด้วย เอาเถอะ คิดซะว่ากลับรถฟรีซักวันละกัน อากาศยิ่งร้อนๆอยู่ด้วย<br><br>“นี่ๆ คันนี้ๆ”<br><br>“เห้ยจริงดิ”<br><br>“ก็เออน่ะสิ แปลกรึใง”<br><br>เป็นเรื่องปกติทั่วไปสำหรับสาวมหาลัยที่จะได้รถส่วนตัวคันงามเป็นรางวัลจากที่บ้านในฐานะที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได และส่วนมากจะเป็นรถคันเล็กๆขับง่ายๆที่ดูเหมาะกับผู้หญิง แต่สำหรับฟรังที่มันแปลกก็คือ รถของยัยนี่แทนที่จะเป็นรถคันเล็กๆทั่วไปที่ดูเหมาะกับรูปร่างท่าทางของเธอ มันกลับกลายเป็นรถสปอร์ตสองประตูสีดำแต่งซิ่งที่ดูเหมาะกับผู้ชายมากกว่า ช่างเป็นภาพที่ดูขัดกันเสียกระไร<br><br>“รอเดี๋ยวนะ ของรกนิดนึง ขอเก็บก่อน” ฟรังพูดพลางเปิดประตูรถและหอบของสารพัดไม่ว่าจะเป็นหมอน ผ้าห่ม กองหนังสือ และเสื้อผ้าไปโยนไส่กระโปรงท้าย เมื่อเสร็จก็กวักมือเรียกขึ้นรถ เขาจึงหย่อนตัวลงบนที่นั่งข้าคนขับ จัดท่าทางต่างๆเรียบร้อย<br><br>“บ้านนายอยู่ไหนนะ?”<br><br>ฟรังหันมาถามทางก่อนที่จะสตาร์ทรถ รันบอกบอกตำแหน่งที่อยู่ของปากซอยบ้านไป เมื่อได้ตำแหน่งที่ชัดเจนจึงออกรถไปอย่างรวดเร็ว ในระหว่างที่นั่งด้วยกันมาทั้งสองไม่พูดจาอะไรกันนัก มีเพียงเสียงเพลงจากชุดเครื่องเสียงในรถดังออกมาเบาๆกับเสียงสบถด่าเพื่อนร่วมถนนของฟรังเท่านั้น<br><br>“ขับแบบนี้ได้ใบขับขี่มายังใงกันวะ”<br><br>“ใจเย็นๆน่า เดี๋ยวก็ได้ชนกันพอดี”<br><br>“ก็ดูเอาดิ เบียดเข้ามาไม่เปิดไฟขอทางแบบนี้ ใช้ได้ที่ไหน” ฟรังโวยวายพลางกดแตรและกระพริบไฟเตือนรถคันข้างหน้าที่พึ่งจะขับเข้ามาในเลนเดียวกัน<br><br>“เดี๋ยวนี้อยู่บนถนนน่ะใจเย็นไม่ไหวหรอก พวกบ้าๆบอๆแค่พอขาถึงคันเร่งหน่อยก็ถอยรถมาขับกันแล้ว จะทำอะไรก็ไม่ค่อยจะมีมารยาทกันเอาซะเลย”<br><br>“พูดอย่างกับเธอไม่เคยไม่เคยเป็นแบบนี้ตอนออกถนนครั้งแรกเลยล่ะ”<br><br>“เรามั่นใจว่าครั้งแรกของเราไม่ห่วยแตกแบบเจ้าพวกนี้แน่ อีกอย่างเราขับมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วล่ะ คุณพ่อพาเราหัดครั้งแรกก็ออกถนนไหญ่เลย ฉะนั้นเรื่องการใช้ถนนร่วมกับคนอื่นน่ะไม่ใช่ปัญหาเลยซักนิด”<br><br>“มัธยม?! อายุขนาดนั้นแล้วเวลาเจอตำรวจทำยังใง”<br><br>“ไม่เห็นต้องทำยังใง ก็อย่าทำอะไรให้ตำรวจเรียกสิ”<br><br>“แล้วเคยโดนเรียกมั้ย”<br><br>“จะเหลือเหรอ แต่คิดว่าจะทำอะไรได้ล่ะ แค่เรายกหูให้พ่อคุยเขาก็ปล่อยแล้ว” ฟรังพูดพลางกระหยิ่มยิ้มอย่างมาเล่ห์นัย<br><br>“ไม่ธรรมดาจริงๆ”<br><br>“ไม่ธรรมดาตรงไหน? เราเป็นเด็กสาวทั่วไปเองนะ” ฟรังพูดพลางหันมาทำสายตาเว้าวอน<br><br>“ไม่ธรรมดาซักอย่างตั้งแต่เจอกันวันนี้แหล่ะ” รันหัวเราะ<br><br>จากบรรยากาศที่อืมครึมในรถก็ค่อยๆเปลี่ยนไป รันและฟรังพูดคุยกันมากขึ้นซึ่งส่วนไหญ่ก็เป็นเรื่องการขับรถของฟรังที่ออกไปในทางกราดเกรี้ยวและรุนแรง ทั้งมุดเลน ทั้งใช้ความเร็วที่สูงกว่าปกติทั่วไป <br><br>“เห็นเป็นคนนิ่งๆไม่นึกว่าจะเป็นคนใจร้อนขนาดนี้นะเนี่ย”<br><br>“เราดูเป็นคนใจเย็นขนาดนั้นเลยเหรอ”<br><br>“ก็เท่าที่เห็นทุกทีดูจะเป็นคนนิ่งๆเงียบๆซะมากกว่า ขนาดเมื่อเช้าตอนที่เจอรุ่นพี่เธอยังดูเฉยมากเลยขนาดเขาโวยวายมาซะขนาดนั้น”<br><br>“ที่จริงก็หงุดหงิดอยู่เหมือนกันนะ คนอะไรพูดดีๆด้วยก็มาขึ้นเสียงไส่ เรื่องไร้สาระแท้ๆทำเป็นจะเป็นจะตายไปได้ แค่บอกว่าไม่เข้าร่วมเพราะติดธุระทางบ้าน แต่ไม่บอกไปว่าธุระอะไรก็มาดราม่าขึ้นเสียงไส่กันซะแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องบอกเลยนะนั่น”<br><br>“เรื่องนั้นเราก็โดนมาเหมือนกัน แต่เรารีบชิ่งซะก่อน”  รันผงกหัวรับอย่างเข้าใจ เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าถ้าตัวเองอยู่ตรงนั้นนานกว่านี้ก็คงจะเกิดเรื่องทำนองคล้ายๆกัน<br><br>“ที่เราไม่เข้าร่วมมันก็ควรจะเป็นสิทธิ์ของเรา แต่เล่นเอาคำขู่บ้าๆอย่าง ไม่มีเพื่อน หรือ โดดเดี่ยว มาใช้เราว่ามันฟังดูออกจะเกินไปหน่อยนะ”<br><br>“เอาจริงๆเราไม่สนใจหรอกเรื่องจะโดดเดี่ยวน่ะ ที่เราไม่อยากเข้าเพราะเรารู้สึกว่าไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่จะเข้าไปเสียเวลาทำตามที่คนอื่นแหกปากสั่งเพื่อหน้าตาของคนอื่นหรอก เสียสุขภาพจิตแย่ อีกอย่างนะ เราว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปเชื่อในคำพูดของคนที่คิดจะใช้ประโยชน์จากเราเพื่อตัวเองหรอก เพราะเขาจะใช้คำพูดเยอะแยะมากมายเพื่อหว่านล้อมให้คนเชื่อเพื่อจะได้ตักตวงได้เต็มที่ พอใจแล้วเขาก็ปล่อยทิ้งใว้ไม่คิดจะดูดำดูดีอะไรหรอก ” ฟรังพูดพลางถอนหายใจทิ้งเฮือกไหญ่<br><br>“เราคิดว่าการจะทำหรือไม่ทำอะไรมันก็เป็นสิทธิ์ของเราที่เราจะเลือก แต่ที่เราเห็นคือเขาใช้คำพูดเชิงขู่ให้กลัวแต่ไม่แสดงออกมาตรงๆแล้วกลบเกลื่อนตอนท้ายซึ่งเราว่ามันไม่เนียน เพราะเขาเล่นขู่ใว้ด้วยสิ่งที่คนส่วนไหญ่กลัวก็คือการโดดเดี่ยว ซึ่งเป็นอะไรที่บรรดาเด็กไหม่มักกลัวกันมาก แต่บังเอิญว่ามุขนี้ดันใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนเลยต้องใช้วิธีที่รุกล้ำมากขึ้นไปอีกถึงขั้นความเป็นส่วนตัว ตรงนี้เราว่ามันไม่ใช่เรื่องดีและเราไม่ยินดีกับมันด้วย เราเลยไม่ชอบจริงๆ อีกอย่างเราไม่ชอบการไปอยู่รวมกับคนมากๆแล้วยิ่งต้องทนกับแรงกดดันจากเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเราโดยตรง บอกเลยเรารับไม่ได้”  รันร่ายเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่เขาพอจะนึกได้สาธยายออกไป มันไม่ใช่ข้ออ้างแต่มันคือความรู้สึกจริงๆที่เกิดขึ้นกับเขา<br><br>“แหม ร่ายมาซะยาว ถ้าว่ากันตรงๆนายขี้เกียจก็บอกมาเถอะ” รันหันมาตัดบทแล้วยิ้มกวน<br><br>“เธอก็ด้วยไม่ใช่เหรอ” <br><br>ทั้งสองคนยิ้มให้กันก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาทั้งคู่ท่ามกลางแยกไฟแดงที่การจราจรหนาแน่น ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนรถตามกันไปเรื่อยๆ<br><br><br><br><br>“จอดตรงปากซอยก็ได้ เข้าไปมันแคบเดี๋ยวกลับลำบาก”<br><br>เมื่อถึงปากทางที่จะเข้าบ้าน เขาบอกฟรังว่าให้เขาลงตรงนี้เพราะไม่อยากให้ต้องเข้าไปกลับรถในซอยที่แคบ<br><br>“งั้นเหรอ แน่ใจนะ เดินเข้าไปไม่ลึกเหรอ” <br><br>“ไม่เป็นไรหรอก นิดเดียวเอง ขอบคุณมากที่มาส่ง ขับรถกลับดีๆล่ะ แล้วเจอกัน”<br><br>“อื้ม เข้าบ้านดีๆ แล้วเจอกัน”<br><br>รันลงจากรถ แต่ไม่ทันจะก้าวเดินไปไหน ฟรังก็เปิดกระจกลงมาตะโกนเรียกดังลั่นจนคนแถวนั้นหันมามอง<br><br>“เดี๋ยวๆๆรัน เอามือถือมานี่แปปนึง”<br><br>“หา?! เอาไปทำไม”<br><br>“เออน่ะ เอามาก่อนแปปนึง”<br><br>เขาหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋าด้วยท่าทางงงๆส่งให้ฟรัง เธอรับไปแล้วกดๆอยู่ซักพักก็มีเสียงดังที่มือถือของเธอแล้วจึงส่งคืน<br><br>“อ่ะ..เอาไป”<br><br>“จะเอาเบอร์ก็ขอตรงๆดิ”<br><br>“รู้มากน่า ไปแล้วนะ”<br><br>“อื้ม ขับรถดีๆ พรุ่งนี้เจอกัน<br><br>“แล้วเจอกัน” ฟรังโบกมือลาแล้วออกรถไปอย่างรวดเร็วอีกตามเคย<br><br>“ให้ตายเถอะ” รันถอนหายใจพลางเดินเข้าซอยไป<br><br>เป็นหนึ่งสัปดาห์ที่มีอะไรเข้ามามากมาย<br>เป็นหนึ่งสัปดาห์ที่มีแต่เรื่องแปลกไหม่<br>เป็นหนึ่งสัปดาห์ที่แปลกดี<br>เป็นหนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ธรรมดาสำหรับเขาจริงๆ...
]]>
</description>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/entry-12007928531.html</link>
<pubDate>Mon, 30 Mar 2015 11:17:32 +0900</pubDate>
</item>
<item>
<title>White Candlelight CH.1</title>
<description>
<![CDATA[ “พรุ่งนี้ะเป็นยังใงนะ”<br><br>“จะหลงทางมั้ยนะ”<br><br>“จะเข้ากับคนอื่นได้มั้ยนะ”<br><br>“จะหาเพื่อนได้มั้ยนะ”<br><br>คำถามทั้งหมดที่ว่ามานี้วนเวียนในหัวของเด็กหนุ่มตลอดเวลา เพราะว่าในวันพรุ่งนี้จะเป็นวันแรกของเขาในสถานะนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างเต็มตัว ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเกิดอาการตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งๆที่เวลาก็ล่วงเลยมาจนเกินเที่ยงคืนไปแล้ว<br><br>“อะไรจะเกิดมันก็เกิดเองแหล่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้เอง” เขารำพึงรำพันกับตัวเองในขณะที่เอาหูฟังมาสวม เปิดเพลงกล่อมเบาๆ และค่อยๆหลับตาลงในที่สุด<br><br><br>เช้าวันต่อมา เขากระวีกระวาดลุกออกจากที่นอนแล้วกระโจนอย่างรีบร้อนเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการสะสางภารกิจส่วนตัวอย่างรีบร้อน ถึงแม้จะยังไม่ถึงขั้นสายเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าช้ากว่าเวลาปกติของเขาที่จะใช้สำหรับจัดการตัวเองได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับการออกจากบ้าน ยิ่งในวันนี้ซึ่งเป็นวันสำคัญสุดๆของเขาด้วยแล้ว<br><br>“ตั้งนาฬิกาปลุกใว้แท้ๆทำไมไม่เห็นมันจะปลุกเลยฟะ” <br><br>เขาบ่นอุบอิบกับตัวเองในขณะที่กระโจนลงจากชั้นสองของบ้านมายังห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้ตัวเองก่อนจะเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่บอกเวลาว่าถ้าไม่รีบออกจากบ้านตอนนี้คงจะสายแน่ๆ จึงทำได้แค่ฉวยขนมปังหนึ่งก้อนกับนมหนึ่งกล่องแล้วกระโจนออกจากบ้านไป<br><br>“โชคยังดีนะที่ไม่ใกลจากบ้านเท่าไหร่ ไม่งั้นล่ะแย่แน่”<br><br>เด็กหนุ่มนึกกระหยิ่มในใจหลังจากที่สามารถออกจากบ้านมาขึ้นรถประจำทางได้ทันเวลาที่รถมาพอดี หากไม่เป็นอย่างนั้นเขาคงต้องรอรถคันต่อไปซึ่งไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่ารถขาดตอนไม่เพียงพอให้บริการ แต่เป็นความไม่แน่นอนของตารางเวลาเดินรถต่างหากที่ทำให้การขึ้นรถประจำทางอย่างทันเวลาในย่านที่เขาพักอาศัยเป็นเหมือนการเสี่ยงโชคไปในตัวอย่างเสียไม่ได้<br><br>“ทันเวลาพอดี”<br><br>ในที่สุดเขาก็มาถึงบริเวณของคณะภาษาศาสตร์ อันเป็นคณะที่เขานั้นได้สอบผ่านการคัดเลือกและลงทะเบียนเข้ามาเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นที่มีชื่อเสียงในด้านภาษาและวัฒธรรมอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าการที่จะสามารถเข้ามาเป็นนักศึกษาของที่นี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะนี้จะต้องเป็นคนที่มีความสามารถและระดับภาษาที่ไม่ธรรมดา แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับใครก็ตามที่มีความพยายามและความมุ่งมั่นในด้านนี้ ซึ่งนั่นก็รวมถึงเด็กหนุ่มคนนี้ด้วย<br><br>“วันนี้มีแค่ปฐมนิเทศแล้วก็คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ เสร็จจากนี่ไปเดินสำรวจให้ทั่วๆแล้วกลับดีกว่า”<br><br><br>เมื่อตัดสินใจกับตารางเวลาของวันได้แล้ว เขาจึงเดินไปยังห้องประชุมอย่างสบายใจ ก่อนจะเกิดอาการตกตะลึงจนมือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนตัวเเข็งทื่ออยู่ที่หน้าห้องประชุมกับสิ่งที่เขาได้เห็น<br><br>“ผู้หญิง”<br><br>ด้วยความที่เด็กหนุ่มนั้นเติบโตและใช้ชีวิตมาในสังคมที่มีแต่ผู้ชายเป็นส่วนไหญ่อย่างโรงเรียนชายล้วน ประกอบกับการที่เขาใช้ชีวิตเพียงลำพังมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เมื่อเขาเหตุให้ต้องเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามอย่างผู้หญิงจึงทำให้เขาเกิดอาการประหม่าและวางตัวไม่ถูก และเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่มีจำนวนประชากรเพศหญิงมากกว่าหนึ่งคนนั่นจะยิ่งไปกระตุ้นให้อาการของเขานั้นแปลงเปลี่ยนไปเป็นความกลัวโดยทันที <br><br>และด้วยความที่วิชาด้านภาษาศาสตร์นั้นมักเป็นที่สนใจของผู้หญิง นั่นจึงทำให้อัตราประชากรของนักศึกษาในคณะนี้ส่วนไหญ่จึงเป็นผู้หญิงไปอย่างเสียมิได้<br><br>“ซวยแล้วใง...ไม่นึกว่าจะเยอะขนาดนี้ แล้วไอ้ผู้ชายอีกสามสี่คนที่เห็นในรายชื่ิอล่ะ อย่าบอกนะว่า...”<br><br>ภาพที่เห็นคือเด็กหนุ่มท่าทางตุ้งดิ้งอ่อนช้อยเหมือนผู้หญิงเดินตามหลังมากันสี่คนส่งเสียงดังสนั่นห้องประชุมจนคนรอบๆล้วนหันมามอง<br><br>“อุ้ยตายนั่นผู้ชายนี่หว่า”<br><br>“ใช่แน่เหรอแก ดูเงียบๆอย่างนั้นคงไม่ใช่พวกอีแอบหรอกนะ”<br><br>“จะบ้าเหรอดูมันสิ หน้าเข้มขนาดนั้น”<br><br>“เธอๆ ชื่ออะไรเหรอ เราชื่อแม้คกี้นะ ส่วนนี่ก็เจนนี่ คลาร่า และก็อลิซนะ มาจากที่ไหนเหรอ อยู่เอกไหนล่ะ อยู่คนเดียวด้วยดูท่าจะเหงาแย่เลยมานั่งด้วยกันก็ได้นะ” หนึ่งในกลุ่มนั้นแนะนำตัวอย่างเป็นมิตร เด็กหนุ่มจึงยิ้มแห้งๆก่อนจะแนะนำตัวกลับไป<br><br>“ชื่อรันครับ มาจากโรงเรียนชายล้วนแถวๆชานเมือง อยู่เอกภาษาตะวันตกครับ ขอบคุณนะที่ชวน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”<br><br>หลังจากเอ่ยคำแนะนำตัวเสร็จก็ตามมาด้วยเสียงกรี้ดกร้าดจากทั้งสี่หนุ่ม(?) รันก็ยิ้มให้ส่งท้ายก่อนจะเดินหลบไปนั่งที่แถวหลังริมสุดของห้องประชุมเพื่อให้ห่างจากกลุ่มนั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อได้ที่นั่งก็ทิ้งตัวลงถอนหายใจเฮือกไหญ่<br><br>“จะหญิงแท้หญิงเทียมมันก็หญิงเหมือนกันน่ะแหล่ะ น่ากลัวชะมัด” <br><br>เขานั่งเงียบๆพลางหยิบแผ่นพับที่มีรายละเอียดของกำหนดการต่างๆในวันนี้รวมถึงคำแนะนำและข้อควรรู้ต่างๆของคณะนี้ขึ้นมาอ่านเล่นฆ่าเวลาไปพลางๆจนจบ เมื่อเห็นว่ายังพอมีเวลาเหลือจึงหยิบนิยายเล่มโปรดที่พกติดตัวมาด้วยขึ้นมาอ่านเล่นแม้จะเหลือเวลาอีกถึงครึ่งชั่วโมงก่อนจะเริ่มงาน<br><br><br>“White Candlelight” <br><br>นิยายรักแนวTragic loveที่มีพื้นฐานมาจากวีดีโอเกม เกี่ยวกับเรื่องราวของรักสามเส้าที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อนสนิทสามคน เมื่อสองในสามคนนั้นแอบมีความรู้สึกลับๆให้แก่กันและอีกคนหนึ่งนั้นเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากถูกทอดทิ้งต้องการให้ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนคงอยู่ตลอดไป จึงเกิดเหตการต่างๆมากมายนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสามนั้นสูญสลายไปตลอดกาล ด้วยเนื้อเรื่องที่มีความซับซ้อนและซ่อนปมต่างๆใว้มากมายที่เป็นกับดักและมีเนื้อเรื่องหลากหลายรูปแบบให้ผู้อ่านคิดไปต่างๆนาๆและเฉลยสุดท้ายแบบหักมุม จึงทำให้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนิยายTragicในตำนานประจำฤดูหนาว แต่ด้วยความที่นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายที่มีผู้อ่านเฉพาะที่เคยเล่นเกมมาก่อนจึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก<br><br> นิยายเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องโปรดตลอดกาลของรันด้วยเหตุผลจากความคาดเดาไม่ได้และจุดจบที่ไม่สมหวัง ทำให้เขาติดตามเรื่องนี้มาเป็นเวลานานมาก<br><br> ในระหว่างที่เขากำลังเพลิดเพลินกับนิยายโปรดของเขานั้น เขาก็รู้สึกว่าที่นั่งข้างๆมีคนเดินเข้ามา<br><br>“มีใครนั่งรึเปล่าคะ?”<br>เสียงแหลมเล็กไพเราะแต่ฟังดูไร้ความรู้สึกถามเขาอย่างเเผ่วเบา<br><br>“อ่า..ไม่มีใครนั่งครับ” รันตอบไปโดยไม่ได้หันไปมอง<br><br>“งั้นขออนญาตนะคะ” <br><br>“เชิญครับ” <br><br> เมื่อสิ้นเสียงของรัน เขารู้สึกได้ว่าที่นั่งข้างๆเขามีคนทิ้งตัวลงมานั่ง เขาจึงชำเลืองมองซักครู่ จึงเห็นว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นเด็กสาวร่างเล็กคนหนึ่ง หน้าตาคล้ายตุ้กตา มีดวงตากลมโต จมูกเล็ก ริมฝีปากเรียวบาง ผมดำยาวถึงกลางหลัง มีผิวสีสว่างแบบคนเอเชีย จัดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่มีรูปลักษณ์ที่น่ารักใช้ได้คนนึง แต่ท่าทางของเธอนั้นดูสงบนิ่งเฉยกับทุกสิ่งรอบตัว แววตาของเธอนั้นดูเฉยชาไปกับทุกสิ่งตรงหน้า <br><br><br>“ชื่อฟรังคะ อยู่เอกภาษาตะวันตก ยินดีที่ได้รู้จักนะ”<br><br>เด็กสาวแนะนำตัวกับเขาสั่้นๆ ด้วยความตกใจที่ไม่นึกว่าจู่ๆจะมีคนมาแนะนำตัวด้วย แถมคนๆนั้นยังเป็นผู้หญิง รันจึงหันไปตอบกลับด้วยท่าทีที่ร้อนรน<br><br>“ชะ ชะ ชื่อรันครับ!!! อ อยู่เอกภาษาตะวันตกเช่นกันครับ ยะ ยะ ยะ ยินดีที่ได้รู้จักครับ!!!” <br><br>รันแนะนำตัวตอบอย่างลุกลน ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นเพราะความประหม่าของตัวเขาล้วนๆและด้วยความที่ประหม่าจนทำอะไรไม่ถูกจึงไม่สามารถคุมระดับเสียงของตัวเองได้จนส่งเสียงออกมาดังมาก จนคนแถวหน้าสะดุ้งและหันมามอง รันจึงทำอะไรไม่ถูกและได้แต่ขอโทษขอโพยเท่านั้น<br><br>“ใจเย็นๆ ไม่ต้องลนขนาดนั้น เพื่อนเอกเดียวกันนี่ ฝากตัวด้วยนะ”  <br><br>“อื้ม เช่นกัน ฝากตัวด้วยนะ” <br><br>ทั้งสองคนยิ้มแสดความเป็นมิตรให้กันโดยที่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อ และงานปฐมนิเทศก็เริ่มขึ้น.....<br><br><br>หลังจากสองขั่วโมงอันยืดยาวของการปฐมนิเทศจบลง นักศึกษาหลายๆคนทะยอยเดินออกจากห้องประชุม รันซึ่งไม่อยากไปเบียดแย่งทางออกกับคนอื่นจึงนั่งรอให้คนออกไปจนเกือบหมดก่อนแล้วจึงค่อยเดินออก แล้วฟรังก็เอ่ยขึ้นมา<br><br>“เมื่อกี้เห็นว่าอ่านWhite Candlelightอยู่ด้วยนี่”<br><br>“อ่านเล่นๆฆ่าเวลาน่ะ รู้จักด้วยเรื่องนี้เหรอ”<br><br>“พอรู้จักบ้าง นี่เดี๋ยวจะไปไหนต่อ”<br><br>“ว่าจะกลับบ้านแล้วล่ะ ตอนแรกว่าจะเดินสำรวจมหาวิทยาลัยแต่ไปๆมาๆชักขี้เกียจแล้ว ฟรังล่ะ”<br><br>“จะกลับแล้วเหมือนกัน กลับทางไหน ติดรถไปด้วยกันเลยมั้ยล่ะ”<br><br>“อ่า..ไม่เป็นไร ไม่รบกวนดีกว่า”<br><br> งั้น..ใว้เจอกันนะ เพื่อนไหม่”<br><br>“อื้ม ใว้เจอกันเพื่อนไหม่”<br><br>หลังจากร่ำลากันเสร็จ เราแยกย้ายกันกลับ ระหว่างทางรันก็ถอนหายใจไปหลายเฮือกไหญ่ตามด้วยคำรำพันกับตัวเองไปอีกมากมาย<br><br>“เก็บอาการเหนื่อยที่สุดในชีวิตก็วันนี้ล่ะ เฮ้ออออ”<br><br>“เกิดมาพึ่งจะเคยคุยกับผู้หญิงนานที่สุดก็วันนี้แหล่ะ”<br><br>“เราจะดูแปลกมั้ยนะ”<br><br>“ยัยนั่นจะมองเราเป็นตัวประหลาดมั้ยนะ”<br><br>“คิดมากน่า พรุ่งนี้ก็ต้องเจอกันอยู่ดี”<br><br>“คนดูดีขนาดนั้นเขาคุยด้วยเพราะเขานั่งข้างๆแค่นั้นแหล่ะ”<br><br><br>ถึงจะรู้สึกว้าวุ่นมากมายขนาดไหน แต่เขาก็เกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา<br><br>“เอาเถอะ อย่างน้อยก็ไม่แย่อย่างที่คิดละกันสำหรับวันแรก”
]]>
</description>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/entry-12006568687.html</link>
<pubDate>Fri, 27 Mar 2015 00:19:38 +0900</pubDate>
</item>
<item>
<title>久しぶりだな。</title>
<description>
アメンバー限定公開記事です。
</description>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/amemberentry-12006557769.html</link>
<pubDate>Thu, 26 Mar 2015 23:42:45 +0900</pubDate>
</item>
<item>
<title>疲れた</title>
<description>
アメンバー限定公開記事です。
</description>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/amemberentry-11931073838.html</link>
<pubDate>Sat, 27 Sep 2014 16:27:26 +0900</pubDate>
</item>
<item>
<title>งานเยอะงานแยะยั้วเยี้ยไปหมดแย้วว</title>
<description>
アメンバー限定公開記事です。
</description>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/amemberentry-11914901087.html</link>
<pubDate>Mon, 25 Aug 2014 08:46:46 +0900</pubDate>
</item>
<item>
<title>ครั้งแรกกับภาษาไทย</title>
<description>
アメンバー限定公開記事です。
</description>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/amemberentry-11894302743.html</link>
<pubDate>Mon, 14 Jul 2014 22:33:38 +0900</pubDate>
</item>
<item>
<title>ひさしぶりですね。</title>
<description>
アメンバー限定公開記事です。
</description>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/amemberentry-11880909130.html</link>
<pubDate>Thu, 19 Jun 2014 20:39:57 +0900</pubDate>
</item>
<item>
<title>やきにくのちかん</title>
<description>
アメンバー限定公開記事です。
</description>
<link>https://ameblo.jp/mashirozama/amemberentry-11877062216.html</link>
<pubDate>Thu, 12 Jun 2014 23:08:05 +0900</pubDate>
</item>
</channel>
</rss>
